วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

5 สำนักงานทูตพาณิชย์ตั้งวอร์รูม ชี้ ดีมานด์อาหาร‘ตะวันออกกลาง’พุ่ง

5 สำนักงานทูตพาณิชย์ตั้งวอร์รูม ชี้ ดีมานด์อาหาร‘ตะวันออกกลาง’พุ่ง

กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินการค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานข่าวจากที่ประชุมทูตพาณิชย์จาก 58 สำนักงาน ได้หารือถึงผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่จะกระทบการส่งออกไทย โดยกรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พบว่า จากการประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวเพียง 3.7% ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ สคต.ในภูมิภาคดังกล่าว ทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน, กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล, เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และเมือง อังการา ประเทศตุรกี ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

รวมทั้งได้จัดตั้ง War Room ด้านการขนส่งสินค้าเพื่อช่วยประสานงานและช่วยเหลืออย่างทันการณ์ ตลอดจนได้วางแนวทางรับมือต่อความผันผวนของสถานการณ์ดังกล่าวในระยะสั้น

สำหรับตลาดที่สามารถดำเนินกิจกรรมได้จะเน้น

1.การค้าเชิงรุก ขยายโอกาสสินค้าและบริการ ใช้สินค้าอาหารและเกษตรซึ่งมีความต้องการนำเข้าจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์สุขภาพและธุรกิจบริการเชิงสุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัลหรือฟินเทค เป็นหัวหอกในการเจาะตลาด

2.การตลาดเชิงรุก โดยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือใช้ช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ

3.การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมมือกับซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร Thai SELECT

5 สำนักงานทูตพาณิชย์ตั้งวอร์รูม ชี้ ดีมานด์อาหาร‘ตะวันออกกลาง’พุ่ง

สำหรับระยะต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย จะเร่งส่งเสริมการสร้างแบรนด์อาหารไทย แสวงหาความร่วมมือและร่วมลงทุนด้านต่างๆ เร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงต่างๆ โดยเฉพาะความตกลง CEPA กับ UAE ที่ยังค้างคาอยู่

ทั้งนี้ ในภาพรวมไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับตะวันออกกลาง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปเป็นมูลค่า 10,221 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 5% ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ อัญมณี ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย เป็นหลัก ในขณะที่ ไทยส่งออก รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี สินค้าเกษตรและอาหาร ไปยังภูมิภาคดังกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สงครามตะวันออกกลางนโยบายการค้าและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ไทยต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยการส่งออกยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท

นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งในตอนแรกมีการประเมินว่าจะจบลงภายใน 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันคาดการณ์ว่าสงครามจะไม่จบลงง่าย

อย่างไรก็ตามภาพรวมการใช้ชีวิตในพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างระมัดระวัง โดยประชาชนยังคงออกมาซื้อของและใช้ชีวิตตามปกติได้ เนื่องจากความพร้อมของระบบป้องกันภัยที่เข้มงวด

สำหรับอิสราเอลมีความพร้อมด้านหลุมหลบภัยสาธารณะ ซึ่งกระจายอยู่ทุก 1-5 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่เทลอาวีฟ ประชาชนจะใช้แอปพลิเคชันของกองบัญชาการส่วนหน้าซึ่งเชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการในมือถือ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 1 นาทีครึ่งถึง 2 นาที ก่อนที่ขีปนาวุธจะมาถึง ทำให้ทุกคนทราบจุดหลบภัยที่ชัดเจน

5 สำนักงานทูตพาณิชย์ตั้งวอร์รูม ชี้ ดีมานด์อาหาร‘ตะวันออกกลาง’พุ่ง

ปัจจุบันอิสราเอลสามารถ สกัดกั้นขีปนาวุธจากอิหร่านและเลบานอนได้สูงถึง 95% ส่งผลให้ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตน้อยกว่าฝั่งอิหร่านอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าและถูกระดมยิงด้วยขีปนาวุธจำนวนมากก็ตาม

สำหรับความปลอดภัยของคนไทยในอิสราเอลที่มีจำนวนกว่า 70,000 คน พบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นในมาตรการความปลอดภัยของทางการอิสราเอล โดยตัวเลขล่าสุดจากการเปิดลงทะเบียนอพยพกลับประเทศของสถานทูต มีผู้มาลงทะเบียนไม่ถึง 100 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังเลือกพำนักต่อตราบเท่าที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด 

รวมทั้งขณะนี้มีข้อมูลภาพข่าวหรือสถานการณ์ที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นข่าวปลอม จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสารและตรวจสอบความถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ในส่วนของทิศทางสถานการณ์ในอนาคตยังคงต้องติดตามการพัฒนาของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบ โดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางนั้นมีจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของมูลค่าการค้าทั้งหมด แต่ประเด็นที่น่ากังวลกว่าคือ ผลกระทบแบบลูกโซ่จากการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงาน และความผันผวนด้าน ต้นทุนโลจิสติกส์ ที่จะซ้ำเติมค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับสินค้าไทยในตลาดอิสราเอลนั้น กลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวและอาหารยังคงมีความต้องการสูง และได้รับผลกระทบน้อยกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากอิสราเอลเน้นการส่งออก สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี จึงยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศเป็นหลัก 

ทั้งนี้ ปัจจัยตัดสินความรุนแรงของสถานการณ์ขึ้นอยู่กับว่า สงครามจะยืดเยื้อ เกินกว่าระยะเวลาสำรองสินค้าปกติหรือไม่ ซึ่งหากลากยาวจะบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

ปัจจุบันมูลค่าการค้ารวมระหว่างประเทศไทยและอิสราเอลอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีการส่งออกของไทยไปอิสราเอลมูลค่าประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าสะสมอยู่ที่ประมาณ 300-400 ล้านดอลลาร์ต่อ

5 สำนักงานทูตพาณิชย์ตั้งวอร์รูม ชี้ ดีมานด์อาหาร‘ตะวันออกกลาง’พุ่ง

โอกาสส่งออก'ตะวันออกกลาง'สินค้าอาหาร

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย  และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า จากการรายงานจากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทราบว่า ขณะนี้ทูตพาณิชย์ของไทยในพื้นที่กำลังติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

พร้อมประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยมองว่าสินค้าหลายประเภทที่ไทยผลิตมีโอกาสทำตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ดี เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง คาดว่าจะเกิดความต้องการสินค้าหลายประเภทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างสำหรับซ่อมแซมอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม 

ขณะที่สินค้ากลุ่มเกษตรและอาหารของไทยมีแนวโน้มได้รับความต้องการสูงทันทีที่มีการเปิดด่านการค้า เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้ามานานหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีอุปสรรคด้านการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่ยังไม่เปิดรับการจองตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่การขนส่งทางอากาศอาจเป็นทางเลือกสำหรับสินค้าด่วน สินค้าพรีเมียม หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาจเกิดความชุลมุนในการส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากจะเร่งส่งสินค้าเพื่อชดเชยการนำเข้าที่หยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงตู้คอนเทนเนอร์อย่างรุนแรง

ส่วนการเตรียมความพร้อม มีทางภาคเอกชนมี ข้อเสนอให้เพิ่มการประสานงานระหว่างทูตพาณิชย์ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสายเรือ เพื่อติดตามว่าท่าเรือใดสามารถส่งสินค้าได้ 

รวมถึงเสนอให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดตั้งช่องทางพิเศษ หรือจุดประสานงาน (Contact Point) เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่การส่งออกมีปริมาณหนาแน่น ตลอดจนวางแผนจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการ

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญ คือ ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการค้า แม้ตามปกติผู้ซื้อปลายทางจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่มีข้อเสนอให้ภาคเอกชนไทยพิจารณาช่วยรับภาระต้นทุนบางส่วน เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อยังคงมีกำลังซื้อและสามารถดำเนินการค้าต่อไปได้

“ในภาพรวมคาดว่าสถานการณ์การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากสถานการณ์สงครามยุติลง โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างหารือกับทูตพาณิชย์เพื่อจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อรองรับสถานการณ์การค้าในระยะต่อไป”นายวิศิษฐ์ กล่าว