ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับเพื่อดูแลทุกภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทิศทางการรับมือวิกฤตพลังงานในขณะนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชนนั้น จะถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการแก้ปัญหาเป็นลำดับแรก
เบื้องหลังท่าทีที่ระมัดระวังของกระทรวงการคลังมาจากความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
ประการแรกคือวิกฤติพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่มีจำกัด ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยขยับมาสะสมอยู่ที่ระดับ 66% ต่อจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเหลือช่องว่างในการก่อหนี้หรือค้ำประกันเพิ่มได้อีกเพียง 4% ต่อจีดีพีเท่านั้น ก่อนที่จะพุ่งชนเพดานวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 70% ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังเผชิญภาวะเงินไหลออกเฉลี่ยสูงถึงวันละ 1,500 ล้านบาท จากการอุดหนุนราคาดีเซลลิตรละเกือบ 18 บาท เพื่อตรึงราคาขายปลีกไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร
แม้กองทุนฯ จะยังมีกรอบวงเงินที่สามารถกู้เองได้อีกราว 20,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม ยอดเงินกู้ที่กระทรวงการคลังต้องเข้าไปค้ำประกันจะถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะทันที ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะดันหนี้ให้ปริ่มหรือทะลุเพดาน
ประการที่สองคือผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต โดยในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้จากส่วนนี้ไว้สูงถึง 253,700 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหลักถึง 43.88% ของเป้าหมายจัดเก็บรายได้ทั้งหมดที่ 578,200 ล้านบาท
ซึ่งกระทรวงการคลังยังมีบทเรียนสำคัญจากวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนในช่วงปี 2565-2567 ที่รัฐบาลมีการอนุมัติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง ส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้มหาศาลรวมกว่า 178,100 ล้านบาท ในขณะที่กองทุนน้ำมันฯ เวลานั้นก็ต้องรับภาระหนักจนติดลบและต้องกู้เงินเสริมสภาพคล่องถึง 150,000 ล้านบาท
จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้แนวทางการบริหารจัดการวิกฤติพลังงานของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การลดภาระโดยไม่พึ่งพิงการกู้ยืมและการลดภาษีเพียงอย่างเดียว
โดยมาตรการคู่ขนานที่กำลังพิจารณาและดำเนินการอยู่ ได้แก่ การปรับโครงสร้างราคาดีเซล ซึ่งหลังจากพ้นระยะเวลาตรึงราคา 15 วัน รัฐบาลอาจจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกจาก 29.94 บาทต่อลิตร ไปสู่ระดับ 31.94 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ควบคู่ไปกับมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐอย่างเข้มข้น
โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนหนัก รัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบไปด้วย การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสม มีการตั้งอุณหภูมิ 26 - 27 องศาใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
โดยหากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรง ยังมีแนวทางภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น การให้หรี่ไฟโฆษณาป้ายโฆษณาหลังช่วงเวลา 22.00 น. การกำหนดเวลาเปิดปิดปั๊มน้ำมันไม่เกินเวลา 22.00 น. ยกเว้นเส้นทางหลวง
ทั้งนี้ ทิศทางหลังจากนี้จึงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างไรภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดนี้





