ไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อันดับ 1 ของโลก สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง (Native & Modified Starch) ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าสูงสุด และ มันเส้น มันอัดเม็ด ที่มีความต้องการสูงมากในปีที่ผ่านมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์และอาหารสัตว์
ล่าสุดการส่งออกในปี 2568 ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวม 8.25 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 26.5% และสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 7.5 ล้านตัน โดย จีน ยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 65.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยนำเข้าทั้งมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง ตามมาด้วยประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์
สำหรับเป้าหมายการส่งออกมันสำปะหลังไทยในปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 6.1-7.0 ล้านตัน แต่ การส่งออกมันสำปะหลังของไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยท้าทายหลายด้าน การขยายตลาดและการเปิดตลาดใหม่จึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะตลาดที่ที่มีศักยภาพ
โดยในปี 69 กรมการค้าต่างประเทศมีแผนขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปยังขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว
“ญี่ปุ่น” ถือเป็นตลาดเป้าหมายหลักของการส่งออกมันสำปะหลังไทย โดยประเทศญี่ปุ่นยังมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังจำนวนมาก ทั้งมันอัดเม็ดไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลัง เช่น แป้งดิบ แป้งแปรรูป (modified starch)ไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
นายนพดล คันธมาส รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงสำหรับไทย เนื่องจากให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและมาตรฐาน” มากกว่าปัจจัยด้านราคา ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย โดยเฉพาะกลุ่มแป้งมันสำปะหลังที่มีเทคโนโลยีการแปรรูปทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่ง
โดยเมื่อปลายเดือน ก.พ.ได้จัดคณะผู้ประกอบการภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์ เดินทางไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยโดยเฉพาะสินค้าแป้งพรีเมียม ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (Food) และไม่ใช่อาหาร (Non-food) เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม กระดาษ เคมีภัณฑ์ และพลาสติกชีวภาพ
รวมทั้งสินค้ามันอัดเม็ด ที่จะนำไปใช้สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ (Feed) นอกจากเพิ่มโอกาสทางการค้าแล้วยังเป็นการรักษาส่วนแบ่งตลาด ได้ฟื้นฟูการค้ากับญี่ปุ่นที่เป็นตลาดส่งออกของไทยอยู่แล้ว และต่อยอดการค้าสินค้าพรีเมียม
ทั้งนี้ญี่ปุ่น มีความต้องการใช้มันอัดเม็ดไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์มีปริมาณ 24 ล้านตันต่อปี โดยมีการใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต 47 % คิดเป็นปริมาณประมาณ 11 ล้านตัน ซึ่งหากมีการนำมันอัดเม็ดไทยเข้ามาทดแทนการใช้ข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์ จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้นำเข้าได้
อย่างไรก็ตาม ทางผู้นำเข้าญี่ปุ่นมีความกังวลสารไซยาไนด์ในมันสำปะหลัง ซึ่งหากได้รับในปริมาณสูงอาจเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ ซึ่งนายเลอชาติ บุญเอก ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์กะเพาะรวม ม.เกษตรศาสตร์ ได้ยืนยันว่า มันสำปะหลังสดมี สารไซยาไนด์ตามธรรมชาติแต่ในกระบวนการผลิตของไทย
โดยเฉพาะ การตากแห้งหลายวัน จะช่วย ลดปริมาณไซยาไนด์ลงอย่างมาก ระดับไซยาไนด์ที่เหลือในผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และมีการใช้จริงในฟาร์มไทยมานาน โดย ไม่พบผลกระทบต่อสัตว์ ซึ่งการใช้ มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทดแทนธัญพืชบางชนิด จะทำให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นได้
นายนพดล กล่าวว่า ส่วนแป้งมันสำปะหลัง เช่น แป้งดิบ แป้งแปรรูป (modified starch) ญี่ปุ่นนำเข้าแป้งมันสำปะหลังในปริมาณประมาณ 490,000–510,000 ตันต่อปี สำหรับนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ขนมหวาน เบเกอรี่ โมจิ ซอส ซุป ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เช่น กระดาษ ยา และพลาสติกชีวภาพ ทั้งนี้ แป้งมันสำปะหลังไทยมีจุดเด่นด้านคุณสมบัติเฉพาะ ได้แก่ ความใส ความหนืดสูง และปราศจากกลูเตน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูป
สำหรับ คู่แข่งสำคัญของสินค้าแป้งในตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ เวียดนาม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สวีเดน แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ทำให้สามารถยกระดับการแปรรูปมันสำปะหลังสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ด้วยคุณสมบัติของแป้งมันสำปะหลังที่ปราศจากกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับแป้งข้าวโพดที่อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว
นอกจากนี้ คุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ประกอบกับเกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูก และสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน จนได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลก ด้วยความพร้อมทั้งด้านปริมาณการผลิตและคุณภาพสินค้า ไทยจึงมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดญี่ปุ่น
“เวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกแป้งมันสำปะหลังมาญี่ปุ่น เนื่องจากราคาส่งออกถูกกว่าไทย อย่างไรก็ดี ไทยมีความได้เปรียบในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูงกว่าของเวียดนาม มีการใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สูงและมีประสิทธิภาพ กรมฯ จึงมุ่งเน้นในการขยายตลาดสินค้าในกลุ่มแป้งมันสำปะหลังพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไทย ”นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยถือเป็นสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพมาตรฐาน และความสม่ำเสมอของการส่งมอบสินค้า
ทั้งนี้โอกาสในการขยายตลาดมันสำปะหลังไทยในประเทศญี่ปุ่นยังคงมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร อีกทั้งยังมีเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรกว่า 496 แห่ง ซึ่งถือเป็นช่องทางสำคัญในการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูงเข้าสู่ภาคการผลิต ส่งผลให้มันสำปะหลังจากไทยซึ่งมีมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีโอกาสเข้าไปตอบสนองความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นแป้งมันสำปะหลังพรีเมียม แป้งมันสำปะหลังออร์แกนิก ตลอดจนวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด BCG Economy และการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint) จึงช่วยเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันของสินค้าจากไทยในระยะยาว
ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว ทำให้ ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการขยายตลาดมันสำปะหลังไทย ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในปัจจุบัน





