รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเปิดการสอบสวนตาม มาตรา 301 (Section 301) ต่อ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึง ประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยกล่าวหาว่า มีการดำเนินนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม เพื่อทดแทนมาตรการภาษีเดิมที่ถูกศาลสูงสุดของสหรัฐฯ วินิจฉัยให้ยกเลิกก่อนหน้านี้
ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวนประกอบด้วย 16 ประเทศ ได้แก่ ไทย, จีน, สหภาพยุโรป (EU), สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, เกาหลีใต้, เวียดนาม, ไต้หวัน, บังกลาเทศ, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น และอินเดีย
สหรัฐฯ อ้างว่าต้องการตรวจสอบ พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่
1.การเกินดุลการค้า: ประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ
2.กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐจนมีราคาถูกผิดปกติ
3.การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: หรือข้อกำหนดที่บังคับให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทยติดโผ 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน เนื่องจากมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่ถูกเพ็งเล็ง 3 กลุ่ม คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยาง
โดยเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา 3 ประเด็น คือ
1.ไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์
2.ภาคการผลิตของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19
3.อุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
"นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์" ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ( สคต.) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กล่าวกับ”กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนเพื่อใช้มาตรการทางการค้าตามมาตรา 301 (Section 301)โดยพุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การตรวจสอบ 16 ประเทศในเรื่องการผลิตที่เกินความต้องการ (Excess Capacity) และอีก 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่ถูกตรวจสอบในประเด็นด้านแรงงาน ซึ่งกระบวนการไต่สวนดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นจึงจะมีการประกาศรายชื่อสินค้าและอัตราภาษีที่จะถูกบังคับใช้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังมีแง่บวกสำหรับผู้ส่งออกไทย เนื่องจากมาตรการ 301 นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อขอยกเว้นภาษี (Exclusion) เป็นรายสินค้าได้ ซึ่งแตกต่างจากมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ผ่านมาซึ่งไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ได้รับความผ่อนปรนภายใต้มาตรา 122 และสินค้าในกลุ่ม Annex 2 ที่มีการพูดถึงการยกเว้นภาษี 150 วัน ซึ่งสหรัฐฯ เล็งเห็นว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นและไม่กระทบต่อการผลิตภายในประเทศของเขา
ด้านมุมมองจากผู้นำเข้าในสหรัฐฯ พบว่า มีแนวโน้มที่ดีต่อสินค้ากลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูปจากไทย เนื่องจากปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยลดการรับประทานอาหารนอกบ้านและหันมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อประกอบอาหารเองมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ได้มีการหารือกับผู้นำเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าผู้นำเข้ามีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์และคาดการณ์ว่า จะมีการนำเข้าสินค้าในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้นแม้อาจจะไม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในช่วงที่ผ่านมา แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการส่งออกของไทยในระยะนี้
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหา โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบรายเซ็กเตอร์ รวมถึงแนวทางชี้แจงเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม
โดยเตรียมยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่จะจัดขึ้นวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา





