วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

หอการค้าไทย ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ3 เดือน เสี่ยงฉุด GDP  หาย 1.1%

หอการค้าไทย ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ3 เดือน เสี่ยงฉุด GDP  หาย 1.1%

หอการค้าไทยประเมินสงครามตะวันออกกลางประเมิน  3 ฉากทัศน์ ยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยหาย 1.1 % หากขยายวางกว้าง 6 เดือน น้ำมันพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล GDPไทยมีโอกาสติดลบ 10% จับตาต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก เสนอ 5 แนวทางบริหารพลังงาน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภายหลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ ของสงครามไว้ 3 ระดับ

1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%

2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%

3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสลดลง 2.31% ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด

โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

“ความเป็นไปได้มากสุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ”นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูงเนื่องจากนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) รัฐบาลควรใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้

1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้

2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง

3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาทต่อลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร

4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้

ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลทราบดีว่าการดูแลราคาพลังงาน มีความสำคัญมากในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน แต่อยากจะฝากว่า ราคาพลังงานที่รัฐบาลดูแลอยู่ส่วนใหญ่ คือ ในภาคของประชาชน ซึ่งในภาคของผู้ประกอบการ ก็ต้องการได้ราคาน้ำมันที่เหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้น หากต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงยากที่จะไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า