วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

สนข. เร่งคลอดกฎหมายตั๋วร่วม ปูทาง 'ค่าโดยสารราคาเดียว' กลางปี 70

สนข. เร่งคลอดกฎหมายตั๋วร่วม  ปูทาง 'ค่าโดยสารราคาเดียว' กลางปี 70

พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่จะสามารถใช้กำกับระบบการชำระค่าโดยสารของขนส่งสาธารณะที่มีความซ้ำซ้อนอยู่ในปัจจุบันให้กลายเป็นระบบเดียว เอื้อต่อการใช้งานของประชาชนมากขึ้น โดยสถานะปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง เพื่อรองรับ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ให้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกโครงสร้างราคาค่าโดยสาร และทำให้แนวคิด “บัตรโดยสารใบเดียว” กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้สำหรับประชาชน

อย่างไรก็ดี มีการกำหนดแผนดำเนินงาน แบ่งเป็น พิจารณารายละเอียดร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมายในเดือน ก.พ.2569 หลังจากนั้นเตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องภายในเดือน มี.ค.2569

โดยหากการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมไม่มีการปรับแก้อย่างมีนัยยะสำคัญ สนข.วางแผนจะออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ.2568 ให้ครบถ้วนภายในเดือน มิ.ย. 2569 และตั้งเป้าเริ่มใช้งานระบบตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าทุกสายในระยะแรก ภายในกลางปี 2570

สนข. เร่งคลอดกฎหมายตั๋วร่วม  ปูทาง 'ค่าโดยสารราคาเดียว' กลางปี 70

นายสุวิชาณ สุระบาล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการศึกษาพัฒนารูปแบบการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามเร่งรัดการศึกษาพัฒนารูปแบบการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ทั้งมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม โครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม และการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม

ทั้งนี้ สนข.จะจัดเตรียมข้อมูลทั้งหมดเพื่อเตรียมนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมครั้งแรกภายในเดือน เม.ย.นี้ โดยยืนยันว่ามีการกำหนดเป้าหมายให้สามารถเริ่มใช้งานระบบตั๋วร่วม และอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทุกสายในระยะแรกได้ ภายในกลางปี 2570

โดยจะส่งผลให้ประชาชนสามารถเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร้รอยต่อด้วยบัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่ง มีต้นทุนการเดินทางที่สมเหตุสมผล ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้มากขึ้น ลดปัญหาการจราจรติดขัด และลดมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ในขณะที่ฟากของนโยบายรัฐกำลังเดินหน้าจัดทำกฎหมายและระบบบริหารจัดการตั๋วร่วม ภาคเอกชนในฐานะผู้ให้บริการอย่างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง ได้ขานรับนโยบายนี้ด้วยการประกาศแผนการปรับเปลี่ยนระบบจัดเก็บค่าโดยสารครั้งใหญ่ พร้อมก้าวสู่การแตะจ่ายรถไฟฟ้าด้วยบัตรเครดิต Visa และ Mastercard รองรับ EMV Contactless ที่มีอยู่แล้วของทุกธนาคารเดินทางได้ทันที

นายอนวัช สุวรรณฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ BEM เปิดเผยว่า BEM ได้เดินหน้าพัฒนาระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี เพื่อผลักดันให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเข้าสู่การชำระเงินแบบไร้รอยต่อ (Seamless Payment) โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านจากบัตรโดยสารระบบเดิม ไปสู่ระบบ EMV Contactless ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสากลที่ใช้ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ช่วยให้ผู้โดยสารไม่ต้องพกบัตรหลายใบ หรือเสียเวลาเติมเงินในระบบเดิมอีกต่อไป

โดยการเปลี่ยนผ่านระบบแตะจ่ายค่าโดยสารนี้ จะเกิดขึ้นในส่วนของรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง กำหนดไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลง เริ่มจากวันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป ยุติการให้บริการเติมเงินเข้าบัตรโดยสาร MRT และ MRT Plus รวมไปถึงช่องทางเติมเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ของบัตร MRT และ MRT Plus จะถูกยุติการให้บริการอย่างถาวร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ขั้นถัดไป

โดยในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะเป็นวัน “ดีเดย์” ที่ระบบรถไฟฟ้า MRT จะไม่รองรับการแตะบัตร MRT และ MRT Plus เดิมผ่านประตูอัตโนมัติอีกต่อไป ผู้โดยสารจะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่มีสัญลักษณ์ EMV Contactless รวมถึงบัตรแมงมุม EMV รุ่นใหม่แทน ซึ่งการยกเครื่องครั้งนี้ยังรวมไปถึงแผนการยกเลิกการจำหน่ายเหรียญโดยสาร (Token) ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นระบบขนส่งมวลชนแบบไร้เงินสด 100%

ทั้งนี้ เป้าหมายของการผลักดันระบบตั๋วร่วม จากการบังคับใช้เครื่องมือทางกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมนั้น กระทรวงคมนาคมเชื่อมั่นว่าเมื่อระบบกฎหมายและเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันได้สมบูรณ์ ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเดินทางที่ไร้รอยต่อ ต้นทุนการเดินทางสมเหตุสมผล และสามารถดึงดูดให้เกิดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหามลพิษจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว