กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โชว์ผลงาน!มาตรการคัดกรองเงินทุนสกัด 'นอมินี' ฮวบ 66% จ่อบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ 1 เม.ย. 69 เพื่ออุดช่องโหว่การถือหุ้นแทนคนต่างชาติ ยันไม่ให้กระทบต่อนักลงทุนที่เข้ามาอย่างถูกต้อง เผย บริษัท780,000 แห่ง มีชาวต่างชาติหุ้นในสัดส่วนต่ำกว่า 50%
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหา “นอมินี”ว่า หลังจากที่กรมได้เริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและแหล่งที่มาของเงินลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลให้การจดทะเบียนบริษัทในลักษณะดังกล่าวลดลงถึง 66 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ามาตรการคัดกรองการถือหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของการใช้นอมินีได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังพบช่องโหว่บางส่วนที่อาจเปิดโอกาสให้มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติได้อยู่
กรมฯ เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดการใช้ “นอมินี” หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยมาตราการใหม่มีเป้าหมายสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายกับการรักษาบรรยากาศการลงทุนของประเทศ โดยจะเน้นการตรวจสอบฝั่งผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คาดว่าจะประกาศใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจสอบ โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
สำหรับพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา และสมุย ซึ่งมีการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังรวมถึงธุรกิจภาคเกษตรในพื้นที่อย่างจันทบุรีและราชบุรี ซึ่งพบการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกผลไม้และการแปรรูปสินค้าเกษตร
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังติดตามโครงสร้างการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าปัจจุบันมีบริษัทประมาณ 780,000 แห่งที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในสัดส่วนต่ำกว่า 50% ซึ่งถือเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และระยอง ซึ่งธุรกิจจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และบริการรองรับชาวต่างชาติ ในบางพื้นที่ เช่น จันทบุรีและราชบุรี พบว่าการร่วมลงทุนมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเกษตรและผลไม้
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเชิงนโยบายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยอาจพิจารณาปรับกติกาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำของห้องชุด หรือการกำหนดเงื่อนไขด้านภาษีเพิ่มเติม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติและการไม่กระทบต่อกำลังซื้อของคนไทย





