กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ก.พ. จำนวน 7,219 ราย ทุนจดทะเบียน 14,701 ล้านบาท รวม 2 เดือน 15,637 ราย ทุนจดทะเบียนสะสม 39,077 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติลงทุนไทย130 ราย เงินลงทุน 30,650 ล้านบาท รวม 2 เดือนกว่า 243 ราย เงินลงทุนทะลุ 6.4 หมื่นล้าน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,219 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมกราคม 2569 (8,418 ราย) ลดลง 1,199 ราย คิดเป็น 14.24% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกุมภาพันธ์ 2568 (7,529 ราย) ลดลง 310 ราย คิดเป็น 4.12%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 14,701 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมกราคม 2569 (24,376 ล้านบาท) ลดลง 9,675 ล้านบาท คิดเป็น 39.69% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกุมภาพันธ์ 2568 (16,335 ล้านบาท) ลดลง 1,634 ล้านบาท คิดเป็น 10%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท เซ็นทรัล เซ็นทรัล จำกัด มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน พื้นที่ทำงาน โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม โรงภาพยนตร์ รวมถึงการให้เช่าพื้นที่ภายในและภายนอกของอาคารและสถานที่ดังกล่าว
สำหรับการจัดตั้งใหม่ช่วง 2 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีจำนวน 15,637 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (16,391 ราย) ลดลง 754 ราย คิดเป็น 4.60% ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ 2 เดือน สะสมอยู่ที่ 39,077 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (41,285 ล้านบาท) ลดลง 2,208 ล้านบาท คิดเป็น 5.35%
เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ 2. ธุรกิจภัตตาคาร และธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอาง
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 873 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมกราคม 2569 (1,252 ราย) ลดลง 379 ราย คิดเป็น 30.27% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (787 ราย) เพิ่มขึ้น 86 ราย คิดเป็น 10.93%
ด้านทุนจดทะเบียนเลิก อยู่ที่ 2,533 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมกราคม 2569 (13,267 ล้านบาท) ลดลง 10,734 ล้านบาท คิดเป็น 80.91% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (2,416 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 117 ล้านบาท คิดเป็น 4.83%
การจดทะเบียนเลิก ช่วง 2 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีจำนวน 2,125 ราย ลดลง 93 ราย คิดเป็น 4.19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (2,218 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิก 2 เดือน สะสมอยู่ที่ 15,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,783 ล้านบาท คิดเป็น 125% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (7,017 ล้านบาท)
ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,065,715 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.11 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 980,550 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.62 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 533,080 ราย ทุนจดทะเบียน 13.81 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 321,165 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 126,305 ราย ทุนจดทะเบียน 7.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.37%, 32.75% และ 12.88% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 130 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 23 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 107 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 30,650 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ
ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 243 ราย เพิ่มขึ้น 62 ราย คิดเป็น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (181 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 47 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 196 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 64,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,152 ล้านบาท คิดเป็น 83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (35,277 ล้านบาท)
ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา 48 ราย คิดเป็น 20% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,265 ล้านบาท 2. จีน 42 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 11,796 ล้านบาท 3. ญี่ปุ่น 41 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 18,886 ล้านบาท 4. สิงคโปร์ 27 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 17,218 ล้านบาท และ 5. ฮ่องกง 20 ราย คิดเป็น 8% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,338 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 65 ราย คิดเป็น 27% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 9,926 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 81 ราย คิดเป็น 33% ของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 24 ราย คิดเป็น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (57 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 29,826 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 29 ราย เงินลงทุน 11,226 ล้านบาท ญี่ปุ่น 14 ราย เงินลงทุน 3,313 ล้านบาท สิงคโปร์ 12 ราย เงินลงทุน 7,415 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 26 ราย เงินลงทุน 7,872 ล้านบาท





