วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'วีระพงษ์' ชี้โจทย์รัฐบาลใหม่ เร่งเจรจาสหรัฐ สกัดถูกเก็บภาษีมาตรา 301

'วีระพงษ์' ชี้โจทย์รัฐบาลใหม่ เร่งเจรจาสหรัฐ สกัดถูกเก็บภาษีมาตรา 301

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ค ในชื่อบัญชี อาร์ท วีระพงษ์ ประภา - Art Werapong เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ให้ความเห็นเกี่ยวกับ “สงครามการค้ากลับมาใหม่ ทำอย่างไรให้ไทยชิงความได้เปรียบ?”

นายวีระพงษ์ ระบุว่า ระหว่างที่สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ สงครามการค้าก็เริ่มส่อเค้าเข้มข้นขึ้นเช่นกัน ไทยต้องเตรียมรับทั้งสองสงครามให้ดี

หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ภาษีต่างตอบแทนตามกฎหมาย IEEPA ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมา รัฐบาลสหรัฐกำหนดภาษีเท่ากันทุกประเทศที่ 10% เป็นการชั่วคราว สิ้นสุดในปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ล่าสุด (11 มีนาคม) รัฐบาลสหรัฐเตรียมใช้เครื่องมืออัตราภาษีใหม่ตามมาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 เพื่อกลับมาเก็บภาษีต่างตอบแทนกับแต่ละประเทศอีกครั้ง หลังภาษี 10% ชั่วคราวสิ้นสุดลง โดยได้ประกาศเริ่มกระบวนการสืบสวนกับประเทศต่างๆ เริ่มต้นที่ 16 ประเทศแรก ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย

ข้อกล่าวหาของสหรัฐ คือ มีการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practices) ทำให้ประเทศมีกำลังการผลิตและการผลิตส่วนเกิน (structural excess capacity and production)

ตัวอย่างของนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งสหรัฐยกมา ประกอบด้วย การส่งเสริมการผลิตโดยไม่ยึดโยงกับความต้องการของตลาด (เช่น การอุดหนุนจากรัฐ) การกดค่าแรงให้ถูก รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ข้อกีดกันทางการค้าต่างๆ มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม การให้เอกชนกู้ยืมด้วยดอกเบี้ยถูก ตลอดจนการบิดเบือนค่าเงิน

"พูดง่ายๆ คือ มีรัฐบาลอุ้มจนมีกำลังการผลิตมาก ทำให้ผลิตของไปขายสหรัฐจนได้ดุลการค้ามหาศาล (ขายของให้สหรัฐมากกว่าที่ซื้อของจากสหรัฐ) แถมยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินไม่ได้ใช้งานเหลืออีกด้วย"

ทั้ง 16 ประเทศต่างเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐสูงมาก บางประเทศสหรัฐอ้างว่ามีกำลังการผลิตเหลือใช้มากจากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ในมุมมองของสหรัฐ) โดยยกตัวอย่างบริษัทผลิตรถ EV สัญชาติจีนยี่ห้อ BYD ที่เร่งขยายโรงงานในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย เพื่อจับจองตลาด ชิงความได้เปรียบจากผู้ผลิตในสหรัฐ จนทำให้ขายรถ EV ไปสหรัฐได้มาก และยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่สบายๆ แล้วไทยจะเจรจาชิงความได้เปรียบอย่างไรดี?

หลังเริ่มการสืบสวน ระหว่างวันที่ 17 มี.ค.-15 เม.ย.สหรัฐจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ส่งหลักฐานว่า 16 ประเทศ นี้ มีนโยบายการค้าอย่างไร เป็นธรรม และสร้างความเสียหายให้สหรัฐหรือไม่

วันที่ 5 พ.ค.2569 คณะกรรมการมาตรา 301 ของสหรัฐจะเปิดรับฟังประชาพิจารณ์ต่อสาธารณชน เมื่อการรับฟังสิ้นสุด รัฐบาลไทยจะมีเวลา 1 สัปดาห์ที่จะส่งความเห็นโต้แย้ง เพื่อประกอบการพิจารณาของสหรัฐ และเมื่อกระบวนการสืบสวนสิ้นสุดลง ผู้แทนการค้าสหรัฐจะตัดสินว่าจะใช้มาตรา 301 กับแต่ละประเทศหรือไม่และในรูปแบบใด

เมื่อรูปการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ โจทย์ของรัฐบาลใหม่ คือ การเร่งกลับมาเจรจาการค้าในระดับนโยบายกับสหรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลควรเตรียมโต้ตอบกับการสืบสวนตามมาตรา 301 นี้ โดยแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมของนโยบายการค้าไทย หรือมาตรการที่จะดำเนินเพื่อแก้ไขข้อกล่าวหา เพื่อให้ไทยได้อัตราภาษีที่ได้เปรียบประเทศคู่แข่ง

ล่าสุด รัฐบาลไทยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อโต้ตอบข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยขอเสนอว่าการโต้ตอบควรมุ่งเน้นที่การพิจารณาปัจจัยที่สหรัฐมองว่าเป็นต้นเหตุของความไม่เป็นธรรมทางการค้า ตลอดจนแนวทางการนำเข้าสินค้าเพิ่มจากสหรัฐในกรณีที่เป็นประโยชน์กับไทย

"สหรัฐเป็นตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยที่เรายังต้องรักษาไว้ ตอนนี้เป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะเตรียมตั้งรับกับมาตรการภาษีระลอกใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบ"