ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ปรับตัวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และฝ่าข้อจำกัดด้านเงินทุน ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนด้านพลังงาน
นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยในงานสัมมนาด้านอุตสาหกรรมว่า จัดโดย SCG เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมาว่า อุปสรรคสำคัญของ SME ไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Industry 4.0 คือข้อจำกัดด้านขนาดธุรกิจและเงินทุน ซึ่งทำให้หลายกิจการไม่สามารถลงทุนเทคโนโลยีใหม่หรือเครื่องจักรอัตโนมัติได้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมองว่าเครื่องมือดิจิทัล โดยเฉพาะ AI และระบบอัตโนมัติ จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงและต้นทุนดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ผ่าน กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
แนะเริ่มใช้ AI ในงานออฟฟิศ ลดต้นทุนทันที
ด้าน นายอธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่ในทันที แต่สามารถเริ่มต้นจากการนำ AI กลุ่ม Large Language Model (LLM) เช่น ChatGPT หรือระบบ AI Agent มาใช้ในงานสำนักงาน
เขาอธิบายว่า AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน Back Office ได้อย่างมาก เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การวางแผนธุรกิจ หรือการสื่อสารภายในองค์กร ซึ่งเป็นงานที่ใช้กำลังสมองสูงแต่สามารถทำให้เป็นระบบอัตโนมัติได้
เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันยังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเครื่องมือบางแพลตฟอร์ม เช่น Claude สามารถช่วยเขียนโปรแกรมหรือสร้างโค้ดได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดภาระงานของนักพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรได้อย่างมาก
งานวิจัยชี้ “วัยเก๋า” ใช้ AI ได้เหนือกว่า
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาคือการท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่าเทคโนโลยี AI เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่เท่านั้น
“ประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์ทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้ AI มีประสิทธิภาพ"
ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุว่า กลุ่มคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มักมีความสามารถในการเขียนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนรุ่นใหม่ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ปัญหา และโต้แย้งข้อมูลกับระบบ AI
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีความต้องการจ้างงานบุคลากรในช่วงอายุ 35-45 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อทำงานร่วมกับ AI ในองค์กร
เตือนอุตสาหกรรมรับมือสงคราม-ซัพพลายเชน
นายชนะ ภูมิ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
"SME ไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง พร้อมนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจมากขึ้น"
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ ส.อ.ท.กำลังผลักดัน คือการสร้าง แพลตฟอร์มกลางสำหรับผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมการ “อุดหนุนกันเอง” ภายในประเทศ ทั้งด้านวัตถุดิบ สินค้าทุน และบริการ
แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารกระแสเงินสดและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศมากเกินไป
“ปัจจุบันส่วนต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยค่อนข้างใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าประเทศไทยยังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกสูงมาก ดังนั้นการสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ”
เสนอรัฐศึกษาโรงไฟฟ้า SMR รับวิกฤตค่าไฟ
นอกจากนี้ นายชนะยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาบรรจุ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ไว้ในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ (PDP) เพื่อเตรียมรับมือความท้าทายด้านพลังงานในระยะยาว
เขามองว่า แม้การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่เป็นทางเลือกสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การผลักดันเทคโนโลยีนิวเคลียร์จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม โดยควรเริ่มให้ความรู้กับเยาวชนและประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
“การปรับตัวของอุตสาหกรรมในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้จากคนที่ทำได้ ไปสู่คนที่ไม่เคยทำ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้”





