สถานการณ์การค้า ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังตัวเลขการเกินดุลการค้าของไทยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงปีเดียว จนไทยตกอยู่ในเรดาร์การตรวจสอบด้านการค้าของสหรัฐ ภายใต้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐใช้ตรวจสอบ และตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าได้เปรียบทางการค้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในปี 2568 ไทยขยับอันดับประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย เลื่อนจากอันดับที่ 11 ในปี 2567 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 7 ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี สะท้อนการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการได้ดุลการค้าอย่างก้าวกระโดด
ทั้งนี้ ตัวเลขการได้ดุลการค้าของไทยกับสหรัฐ เพิ่มจากประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 พุ่งขึ้นเป็นกว่า 71,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในอัตราที่สูงผิดปกติ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยถูกจับตามองจากฝ่ายนโยบายการค้าของสหรัฐ
เร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผล
นายเกรียงไกร ได้วิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการส่งออกไทยไปยังสหรัฐ ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ทำให้ผู้ส่งออกเร่งจัดส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐ ล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า Front-loading เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหรัฐ ยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูงในตลาดโลกในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้าเด่นที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่
- ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive)
- แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)
- สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์
- ชิป และเซมิคอนดักเตอร์
"สินค้ากลุ่มดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง"
สหรัฐอาจใช้ “มาตรา 301” ตรวจสอบสินค้า
นายเกรียงไกร กล่าวว่า มาตรา 301 เป็นเครื่องมือทางการค้าที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารของสหรัฐ โดยประธานาธิบดี สามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าได้ หากเห็นว่ามีการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าของสหรัฐ
มาตรการดังกล่าวอาจถูกนำมาใช้ทดแทนมาตรการภาษีบางประเภทที่ศาลสูงของสหรัฐ เคยมีคำสั่งจำกัดการใช้ โดยแนวทางสำคัญของมาตรา 301 คือ การตรวจสอบเป็นรายสินค้า (Product-by-product review)
ปัจจุบันมีรายงานว่าสินค้าบางกลุ่มของไทยเริ่มถูกจับตาแล้ว ได้แก่
- ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์
- เครื่องจักรอุตสาหกรรม
- ยางพารา
ขณะที่สินค้ากลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบเพิ่มเติมเช่นกัน
เร่งรัฐบาลชี้แจงลดแรงกดดัน
สำหรับแนวทางรับมือ นายเกรียงไกร ระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการ ชี้แจงข้อเท็จจริงไม่แน่ใจว่าต้องชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อทำความเข้าใจต่อโครงสร้างการค้า และการลงทุนที่แท้จริงหรือหน่วยงานไหน
ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องอธิบายคือ สินค้าหลายรายการที่มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากการส่งออกของบริษัทไทยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการที่ บริษัทสัญชาติสหรัฐ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ก่อนส่งสินค้าไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐ
ดังนั้น ตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจึงสะท้อนโครงสร้าง Global Supply Chain มากกว่าการได้เปรียบทางการค้าของไทยโดยตรง
“เราต้องเข้าไปชี้แจงเป็นรายการสินค้า ว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง โดยกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำงาน เพื่ออธิบายตัวเลขเหล่านี้ให้ชัดเจน และลดแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ” นายเกรียงไกร กล่าว
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรม มองว่า หากสามารถสื่อสารข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างการผลิต และห่วงโซ่อุปทานได้อย่างชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญมาตรการตอบโต้ทางการค้าในอนาคต และช่วยรักษาเสถียรภาพการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศไทย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





