3 สินค้าไทยระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง” ถูกสหรัฐไต่สวนไทยตามมาตรา 301 ปมกำลังผลิตส่วนเกิน ได้ดุลการค้าสหรัฐพุ่ง ปูทางให้ทรัมป์ขึ้นภาษี ดันสงครามการค้าตึงเครียดเพิ่มขึ้น “ศุภจี” ตั้งทีมเฉพาะกิจติดตาม “เอกนิติ” มั่นใจแจงเหตุผลได้ ชี้ไทยได้ดุลมาจากสหรัฐใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งกลับ
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 การตรวจสอบนี้มุ่งเป้าที่ “การกระทำ นโยบายและแนวทางปฏิบัติ” ที่ก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิตที่สหรัฐมองเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐและกระทบการจ้างงานของแรงงานสหรัฐ
สำหรับ 16 ประเทศ ประกอบด้วย สหภาพยุโรป (EU) จีน เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ นอร์เวย์ สิงคโปร์ โดยเป็นครั้งแรกที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตราดังกล่าว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหา โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบรายเซ็กเตอร์ รวมถึงแนวทางชี้แจงเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม
การตรวจสอบของสหรัฐอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าหากพบว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่ายไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ
สำหรับเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา 3 ประเด็น คือ
1.ไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์
2.ภาคการผลิตของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19
3.อุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ไทยไม่ถูกกล่าวหาแทรกแซงค่าเงิน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าไทยแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงเหมือนบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ
รวมทั้ง ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) โดย USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่นเพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐ
นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่จะจัดขึ้นวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา
“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100 % แต่ไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผลเพราะมีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีใช้แหล่งกำเนิดสินค้า“ นางศุภจี กล่าว
“เอกนิติ”แจงเหตุผลไทยได้ดุล
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ถูกจัดให้อยู่บัญชีรายชื่อที่สหรัฐต้องจับตาเป็นพิเศษ
นายเอกนิติ กล่าวว่า นับตั้งแต่การหารือรอบที่ผ่านมารัฐบาลเตรียมกลยุทธ์การอธิบายโครงสร้างและสาเหตุที่แท้จริงของการเกินดุลการค้าไว้ชัดเจน โดยส่วนหนึ่งเกิดจากเงินลงทุนของบริษัทสัญชาติสหรัฐที่มาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกกลับไปสหรัฐ
“มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเป็นข้อชี้แจงให้สหรัฐเห็นภาพโครงสร้างต้นตอของตัวเลขการเกินดุลการค้าที่แท้จริง”
ปูทาง“ทรัมป์”ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเริ่มการไต่สวนเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นว่า ตามข้อกล่าวผลิตสินค้าล้นเกิน โดยการสอบสวนใช้เวลาหลายเดือนเพื่อให้ประธานาธิบดีกำหนดภาษีนำเข้าจากประเทศที่ถูกพิจารณาว่าทำการค้าไม่เป็นธรรมได้โดยลำพัง
“ในมุมมองของเราคู่ค้าหลักเหล่านี้ได้พัฒนาขีดความสามารถในการผลิตที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับแรงจูงใจกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและทั่วโลก” กรีเออร์กล่าว
ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการเปิดฉากความพยายามของรัฐบาลอย่างเป็นทางการในการนำกำแพงภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือน ก.พ.2569 สกัดภาษีที่ทรัมป์เก็บจากทั่วโลก โดยภาษีเป็นกลไกสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์และได้ใช้ความสามารถในการบังคับใช้ภาษีเพียงฝ่ายเดียว เป็นอำนาจต่อรอง
การค้าโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
แม้ทรัมป์และทีมงานอ้างว่าต้องการความต่อเนื่องในนโยบายการค้า แต่การเร่งรีบแก้เกมความพ่ายแพ้ในศาลของรัฐบาลทำให้การค้าโลกตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง การเปิดสอบสวนทางการค้าครั้งใหม่ยังเสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่งก่อนการประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
การเล่นงานเม็กซิโกอาจทำให้การเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐ เม็กซิโก แคนาดา รอบใหม่ที่ยากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก ข้อตกลงฉบับนี้ทรัมป์เป็นผู้ลงนามตอนเป็นประธานาธิบดีวาระแรกส่วนแคนาดาไม่โดนในรอบนี้
ตามเอกสารรัฐบาลกลาง สำนักงานยูเอสทีอาร์กล่าวหาคู่ค้าแต่ละรายผลิตสินค้าล้นเกิน จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้าในหลายภาคส่วน ส่วนอียูโดยเฉพาะเยอรมนีและไอร์แลนด์ ได้เปรียบในภาคเคมีภัณฑ์ เครื่องกล และยานยนต์ ไต้หวันในด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
“มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการได้เปรียบดุลการค้าของจีนมาจากขีดความสามารถในการผลิตล้นเกินมากขึ้นทุกขณะและการผลิตในหลายภาคส่วน”
ภาคอุตสาหกรรมที่ “ประสบปัญหาจากกำลังการผลิตและปริมาณการผลิตที่มากเกินไป” ได้แก่ อลูมิเนียม รถยนต์ แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร กระดาษ พลาสติก หุ่นยนต์ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เรือ แผงโซลาร์เซลล์ และเหล็กกล้า
“ในหลายภาคส่วนเหล่านี้ สหรัฐสูญเสียกำลังการผลิตภายในประเทศไปอย่างมาก หรือล้าหลังคู่แข่งจากต่างประเทศอย่างน่าเป็นห่วง” ยูเอสทีอาร์ระบุ ทั้งยังอ้างถึงบริษัทต่างชาติที่รุกขยายกิจการไปต่างประเทศ เช่น บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์จีนด้วย
USTR เปิดเวทีรับฟังข้อมูลคู่ค้า
กรีเออร์ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาเบามือ โดย USTR วางแผนรับฟังข้อมูลสาธารณะราววันที่ 5 พ.ค.2569 หลังจากเปิดให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอบสวนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอมาตรการแก้ไข รวมถึงการกำหนดอัตราภาษีได้
ด้านรัฐบาลทรัมป์ มีแผนเปิดสอบสวนแยกกันกับยูเอสทีอาร์ เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าผลิตจากแรงงานบังคับครอบคลุมอย่างน้อย 60 ประเทศ การสอบสวนทำได้เร็วสุดในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.)
กรีเออร์คาดว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามมาอีก โดยไม่ได้ระบุว่าอุตสาหกรรมหรือประเทศใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ แต่บอกเป็นนัยว่าอาจเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีบริการดิจิทัล การกำหนดราคายา และข้อกังวลอื่นๆ
"นโยบายยังเหมือนเดิม เครื่องมืออาจเปลี่ยนไปบ้าง ขึ้นอยู่กับความผันผวนของศาลและปัจจัยอื่นๆ แต่นโยบายโดยรวมยังคงเหมือนเดิม” กรีเออร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
ทั้งนี้ หลังจากผู้พิพากษาตัดสินว่าภาษีของทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นประกาศภาษี 10% ทันทีเป็นเวลา 150 วัน พร้อมส่งสัญญาณเล็งเก็บภาษีอีก เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 ต่อมาเขากล่าวว่าจะขึ้นภาษีพื้นฐานเป็น 15% ชั่วคราว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ขึ้นจริง
สหรัฐกำหนดเส้นตายเร่งไต่สวนให้จบ
กรีเออร์พยายามสรุปการสอบสวนนี้ให้ได้ก่อนภาษีตามมาตรา 122 หมดอายุ ซึ่งจะเปิดช่องให้ใช้ภาษีใหม่มาแทนได้
ทรัมป์นั้นโอดครวญว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ยืดหยุ่นเหมือนกับกฎหมายฉุกเฉินที่เขาเคยใช้ ทั้งที่หลายคนมองว่า มาตรา 301 และมาตรา 232 ถูกต้องมากกว่า ซึ่งทรัมป์เองก็ใช้เก็บภาษีรถยนต์ เหล็ก และสินค้านำเข้าบางชนิดจากจีนและบราซิลไปแล้ว
ในแถลงการณ์วันที่ 20 ก.พ. กรีเออร์กล่าวว่า รัฐบาลคาดหวังว่าการสอบสวนครั้งใหม่จะครอบคลุมคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ ส่วนประเด็นอื่นที่สหรัฐอาจตรวจสอบ เช่นการเลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐภาษีและกฎระเบียบด้านดิจิทัล และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและข้าว
ล่าสุดในวันพุธ กรีเออร์กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง และว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม
“ผมคิดว่าจะมีการสอบสวนจำนวนหนึ่ง ไม่อยากบอกว่าจำนวนเท่าใดกันแน่ เพราะต้องตัดสินใจกันว่าจะสอบสวนเมื่อใด แต่นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไข” กรีเออร์กล่าว
เดือนก่อนกรีเออร์กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสอบบราซิลและจีนตามมาตรา 301 ต่อไป รวมทั้ง “คง” ระดับภาษีปัจจุบันตามมาตรา 232 และ “สรุปการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่”
คาดว่าหลังจากการประกาศสอบสวนในวันพุธแล้วรัฐบาลสหรัฐจะเปิดสอบทำนองนี้อีก เพื่อพยายามนำภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารจะนำมาตรการภาษีใหม่มาใช้ในลักษณะใดเพื่อปรับโครงสร้างระบบภาษีเดิม
ทรัมป์โอ้อวดเสมอเกี่ยวกับเงินที่ได้จากมาตรการภาษีนำเข้า และการสูญเสียรายได้ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ทำเนียบขาวกังวลเป็นอย่างมาก รัฐบาลพยายามที่จะชะลอขั้นตอนการคืนเงินภาษีให้ผู้นำเข้า แต่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางเพิ่งปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลที่ต้องการระงับการดำเนินการดังกล่าวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน





