“พาณิชย์”ยันคุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ ช่วงสู้รบตะวันออกกลาง จับตาราคา “ปุ๋ย–อาหาร”หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซล17 มี.ค. หากรัฐบาลไม่ต่อมาตรการ พร้อม เร่งสอบ 5 พฤติกรรมร้านค้าปุ๋ยเข้าข่ายผิดกฏหมาย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตราการดูแลสินค้าในช่วงการสู้รบในตะวันออกกลางว่า กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 12 ของเหตุการณ์สู้รบดังกล่าว เบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้า ในช่วงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางไว้ทั้งหมด เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มีโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก
โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยนับเป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา หากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแล้วราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น ขอขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลออกไปอีกหรือไม่
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดตรวจสอบราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่กรมจะจับตาราคาเป็นพิเศษ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี เป็นต้น
สำหรับสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ หากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน ซึ่งกรมการค้าภายในจะเข้าไปดูแลโครงสร้างต้นทุนว่ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ซึ่งราคาจำหน่ายอาจแปรผันตามต้นทุน หากมีการปรับราคา กรมก็พร้อมที่จะทำโครงการปุ๋ยเขียวราคาถูกเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งมีแผนที่จะนำเข้าจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากพื้นที่พิพาท แทน อาทิ โอมาน มาเลเซีย และบรูไนเป็นต้น
นอกจากนี้ กรมอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง ร้านค้าปุ๋ย จำนวน 5 แห่งที่อาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยมีมีพฤติกรรม 3 รูปแบบคือ 1.ปิดป้ายแสดงราคาไม่ตรงกับราคาจำหน่าย 2.จำกัดปริมาณการซื้อ 3.บังคับขายพ่วงปุ๋ยกับสินค้าอื่น เบื้องต้นได้ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยแล้วมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือนสิงหาคม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กล่าวว่า การติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้า จะเน้นในสินค้าควบคุม 59 รายการ อาทิ บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์ เป็นต้น รวมถึงสินค้าอื่นๆที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้ทำฐานสมมติฐานราคาน้ำมันสูงขึ้น ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเกิน 115-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาทิ ไข่ไก่ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นดังกล่าว จะทำให้ราคาไข่ไก่ขยับตั้งแต่ 3.6-12.4 % หรือ อาหารจานด่วน จะมีโอกาสขยับ 10% หากวัตถุดิบปรุงอาหารปรับราคาขึ้น
ทั้งนี้ สินค้ารายการสินค้าและบริการควบคุม ประกอบด้วย 59 รายการ ได้แก่1. กระดาษและผลิตภัณฑ์ 3 รายการ2. เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 รายการ3. บริภัณฑ์ขนส่ง 2 รายการ4. ปัจจัยทางการเกษตร 7 รายการ
5. ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 2 รายการ6. ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ 4 รายการ 7. วัสดุก่อสร้าง 4 รายการ8. สินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 รายการ 9. สินค้าอุปโภคบริโภค 7 รายการ10. อาหาร 14 รายการ11. อื่นๆ 2 รายการ 12. บริการ 5 รายการ





