บสย. กางแผนปี 2569 ชูยุทธศาสตร์ "บสย. 3 พร้อม" ตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อ 7 หมื่นล้านบาท มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและหนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน เตรียมผุดแพลตฟอร์มกลางเชื่อมต่อระบบ Virtual Bank พร้อมโชว์ผลงาน 2 เดือนแรกยอดค้ำพุ่งทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท โต 4.4 เท่า
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า บสย. จะขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด "SME First and Fast" รวดเร็ว รอบคอบ และเอาเอสเอ็มอีเป็นตัวตั้ง โดยวางเป้าหมายการดำเนินงานใน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ การพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน การยกระดับองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และเป้าหมายสูงสุดคือการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบนิเวศของ Virtual Bank เพื่อทะลวงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน
ทั้งนี้ บสย. ได้ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ที่ 70,000 ล้านบาท ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "บสย. 3 พร้อม" ได้แก่
สำหรับยุทธศาสตร์แรก "พร้อมทำ" จะเน้นการผลักดันผ่านโครงการ Quick Win วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี มีจุดเด่นคือฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันใน 3 ปีแรก ใช้ระบบ TCG Scoring ประเมินความเสี่ยง และรัฐบาลช่วยชดเชยหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 4% ต่อปี นาน 7 ปี หรือรวม 28%
ตลอดจนขยายการค้ำประกันไปยังกลุ่มผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) เช่น ลีสซิ่งค่ายรถยนต์ เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อรถกระบะ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 6,000 คัน
ส่วนยุทธศาสตร์ที่สอง "พร้อมช่วย" บสย. จะยกระดับมาตรการแก้หนี้ให้เข้มข้นขึ้น โดยตั้งเป้าช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมให้ได้กว่า 6,000 ราย มูลค่าหนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ผ่านมาตรการไฮไลต์ต่างๆ ทั้งการตัดเงินต้น (Haircut) สูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ที่มียอดภาระไม่เกิน 200,000 บาทและผ่อนชำระปกติ 6 เดือน รวมถึงการยืดระยะเวลาชำระหนี้สูงสุด 7 ปี โดยตัดเงินต้นก่อนและคิดดอกเบี้ย 0%
ตลอดจนมาตรการพักชำระหนี้ 3 เดือน สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ สงครามการค้า หรือต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ในด้านยุทธศาสตร์ที่สาม "พร้อมพลัส" จะเป็นการยกระดับองค์กรด้วย 4 เครื่องยนต์พลังบวกใหม่ เริ่มจากการเชื่อมโยงระบบของ บสย. เข้ากับโครงการ Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขยายฐานสู่ธุรกิจขนาดใหญ่
ตามด้วยการเปิดให้เอสเอ็มอีตรวจสุขภาพทางการเงินฟรีผ่านช่องทาง LINE ตลอด 24 ชั่วโมง โดยนำ TCG Scoring เทียบกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้ประเมินความเสี่ยงได้ล่วงหน้า
พร้อมกันนี้ยังเตรียมสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เป็นจุดนัดพบระหว่างเอสเอ็มอีกับธนาคาร โดย บสย. จะประเมินและค้ำประกันให้ก่อนส่งต่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกรับเงื่อนไขดอกเบี้ยหรือระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้ และเครื่องยนต์
สุดท้ายคือการยกระดับระบบเคลมผ่าน พร้อมเคลม Management Dashboard ให้ธนาคารบริหารจัดการพอร์ตแบบเรียลไทม์
นายสิทธิกร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. - ก.พ.) บสย. มียอดค้ำประกันทะลุ 14,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 4.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มากถึง 17,000 ราย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 60,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนกว่า 50% เป็นการค้ำประกันในภาคบริการ เช่น ร้านอาหารขนาดเล็ก ธุรกิจก่อสร้าง และโลจิสติกส์
“ภาวะการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์เกิดการหดตัวอย่างหนักและต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรกที่ยอดการค้ำประกันสินเชื่อขยายตัวได้ถึง 4.4 เท่า เป็นผลมาจากความต้องการสินเชื่อในตลาดที่อยู่ในภาวะสะสมมานาน เมื่อ บสย. ตัดสินใจปล่อยโครงการ Quick Win วงเงิน 50,000 ล้านบาท เข้าสู่ตลาด จึงเปรียบเสมือนยาแรงที่เข้าไปปั๊มสภาพคล่องให้ระบบ”
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเงื่อนไขของโครงการที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงให้ธนาคารและลดต้นทุนให้ SME อย่างตรงจุด ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันในช่วง 3 ปีแรก การนำระบบ TCG Scoring มาใช้ประเมินความเสี่ยง รวมถึงการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยชดเชยหนี้เสีย (NPL) ในอัตราที่สูง
อย่างไรก็ตาม บสย. จะยังคงติดตามและประเมินตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อในภาพรวมอีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรกและไตรมาสที่ 3 เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ในระยะยาว เนื่องจากการแก้ปัญหาให้ SME อย่างเบ็ดเสร็จนั้น ไม่สามารถพึ่งพามิติของการค้ำประกันเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกัน (Synergy) กับมาตรการอื่นๆ ของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) หรือโครงการ Credit Boost เพื่อขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง





