แหล่งรายได้จากการค้าระหว่างประเทศของไทยนอกจากสหรัฐแล้วก็ยังมีตลาดการค้าที่สำคัญอย่างสหภาพยุโรป(อียู)ในบทบาท คู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น ด้วยมูลค่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.44% เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.27% และไทยนำเข้ามูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.86%
เมื่อ ต้นเดือนก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ไทยและอียูได้ประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 8 ภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถหาข้อสรุปข้อบทได้เพิ่มขึ้น 3 บท
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อินเดียและสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการเจรจาในข้อตกลงการค้าที่ทะเยอทะยานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยเป้าหมายเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและเปิดโอกาสการส่งออกใหม่ๆ โดยจะสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประชากร 2,000 ล้านคนและเกือบ 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั่วโลก
สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum : WEF ได้สรุปผลของข้อตกลงการค้าเสรีที่ยิ่งใหญ่ฉบับนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
ปัจจุบันสหภาพยุโรปและอินเดียมีการค้าขายสินค้าและบริการมูลค่า 180 พันล้านยูโรต่อปี นอกจากนี้ ด้วยบริษัทในยุโรปประมาณ 6,000 แห่งที่ดำเนินงานในอินเดีย ความสัมพันธ์ทางการค้าจึงสนับสนุนงานในยุโรปเกือบ 800,000 ตำแหน่ง
ปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย กล่าวว่า การตรวจสอบทางกฎหมายขั้นสุดท้ายคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้และภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียจะยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกของสหภาพยุโรป 96.6% ตามมูลค่า ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปจะตอบแทนด้วยการลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของอินเดีย 99.5% คณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ว่าจะประหยัดภาษีนำเข้าได้ 4.7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2575
นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย กล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประชาชนของเรา และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างอินเดียและยุโรปเพื่ออนาคตที่เจริญรุ่งเรือง
ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม
ข้อตกลงทางการค้านี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลายภาคส่วนในอินเดียและสหภาพยุโรป ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากภายใต้ข้อตกลง อินเดียตกลงที่จะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 110% เหลือ 10% ภายใน 5ปี โดยสร้างโควตาการเข้าถึงสำหรับรถยนต์จากสหภาพยุโรป 250,000 คันต่อปี
ในทางกลับกัน สหภาพยุโรปให้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าทันทีสำหรับสินค้าส่งออกที่ใช้แรงงานเข้มข้นของอินเดีย ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง รองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ข้อตกลงนี้ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคเกษตรกรรมและอาหารของอินเดีย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมระบุในแถลงการณ์ว่า อินเดียได้รับ “สิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าส่งออกทางการเกษตร ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับอาหารแปรรูป”
ด้านบริการก็อาจเปลี่ยนแปลงอย่างมากเช่นกัน สหภาพยุโรปให้คำมั่นที่จะเปิด 144 ภาคย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านไอที บริการระดับมืออาชีพ และการศึกษา และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานให้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาบางประการอยู่ ที่น่าสังเกตคือ กลไกการปรับภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป(CBAM)ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ว่าอินเดียจะคัดค้านก็ตาม อย่างไรก็ตาม อียูได้ให้คำมั่นว่าจะให้เงินสนับสนุน 590 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลืออินเดียในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากผู้ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมต้องเผชิญกับต้นทุนคาร์บอนใหม่ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
ข้อตกลงที่รอคอยมา 20 ปี
อินเดียและสหภาพยุโรปพยายามเจรจาข้อตกลงทางการค้าครั้งแรกในปี 2550 อย่างไรก็ตาม การเจรจาหยุดชะงักในปี 2556 เนื่องจากประเด็นการคุ้มครองสิทธิบัตร ความปลอดภัยของข้อมูล และสิทธิของบุคลากรชาวอินเดียในการทำงานในยุโรป การเจรจาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในปี 2565
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มีส่วนผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายสรุปข้อตกลง โดยทั้งอินเดียและสหภาพยุโรปต่างต้องการกระจายตลาดส่งออกท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ
เพียงไม่กี่วันหลังจากการประกาศข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและอินเดีย สหรัฐและอินเดียก็บรรลุข้อตกลงลดภาษีศุลกากรของสหรัฐซึ่งเป็นการคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
ไทย-ยุโรปตั้งเป้าหมายจบเจรจาปี69
สำหรับการเจรจาในข้อบทที่เหลือหลายเรื่อง มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ การแข่งขันทางการค้า และภาคผนวกยานยนต์ที่อยู่ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการระงับข้อพิพาท และบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการความตกลง รวมทั้งในส่วนของการเจรจาการเปิดตลาด (Market Access) ซึ่งประกอบด้วย การเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
สำหรับในขั้นตอนต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแผนการดำเนินงาน อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดประชุมหารือระหว่างรอบ (intersessions) ในส่วนของฝ่ายไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเจรจารอบถัดไปซึ่งมีกำหนดในช่วงเดือน มิ.ย.2569 มีความคืบหน้ามากที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาภายในปี2569 โดยอียูได้สรุปผลการเจรจาเอฟทีเอกับอินโดนีเซีย เมื่อเดือน ก.ย.2568 และอยู่ระหว่างการเจรจากับไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์





