ท่ามกลางความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ราคาพลังงานโลก และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หนึ่งในผู้เล่นน้ำมันเบอร์ใหญ่ของไทยอย่าง บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ยืนยันว่าระบบจัดหาน้ำมันของประเทศยังมีเสถียรภาพ พร้อมเดินหน้าปรับแผนบริหารสต๊อกน้ำมันรองรับนโยบายรัฐที่เตรียมเพิ่มเกณฑ์สำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ โดยเตรียมงบลงทุนราว 200-300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองให้ถึง 3% ภายในเดือนเม.ย.2569 นี้
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในบางสถานีบริการช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมันในระบบ แต่เป็นผลจาก ภาวะตื่นตระหนก (Panic) ของผู้บริโภค จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายของภาครัฐ
ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเร่งเติมน้ำมันเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ โดยตามข้อมูลของภาครัฐ ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอรองรับการใช้ได้ราว 60 วัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่เป็นเรื่องของข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และการขนส่ง ที่ไม่สามารถกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
“ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติ PTG มียอดขายน้ำมันเฉลี่ยประมาณวันละ 10 ล้านลิตร แต่ในช่วงที่เกิดความตื่นตระหนก ความต้องการพุ่งขึ้นเป็น 15-25 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้รถขนส่งที่มีอยู่ไม่สามารถเติมน้ำมันเข้าสถานีบริการได้ทันภายในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์เริ่มทยอยคลี่คลาย และจะกลับสู่ภาวะปกติในระยะถัดไป”
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า PTG ไม่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว
นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG กล่าวว่า ในส่วนของการปรับเกณฑ์สำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้เพิ่มจาก 1% เป็น 1.5% ภายในวันที่ 31 มี.ค.2569 และเพิ่มเป็น 3% ภายในเดือนเม.ย. 2569 นั้น
การปรับเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันดังกล่าวจะทำให้บริษัทต้องสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20 ล้านลิตร จากเดิมที่สำรองอยู่ประมาณ 10 ล้านลิตร ในระดับ 1% ส่งผลให้ปริมาณสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30 ล้านลิตร ดังนั้น โดยเฉลี่ยทุก 1% จะเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านลิตร
สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการดังกล่าว บริษัทประเมินว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มประมาณ 200-300 ล้านบาท เพื่อนำน้ำมันเข้ามาสำรองตามเกณฑ์ใหม่
"ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน PTG มีความพร้อมค่อนข้างสูง เนื่องจากปัจจุบันมี คลังน้ำมันรวม 10 แห่งทั่วประเทศ ที่สามารถรองรับปริมาณจัดเก็บน้ำมันได้สูงถึงประมาณ 200 ล้านลิตร ทำให้ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ"
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์การบริหารสต๊อกโดย "ฝากเก็บน้ำมันไว้ที่โรงกลั่น" แทนการนำออกมาเก็บไว้ที่คลังของบริษัทในบางส่วน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้หลายด้าน โดยเฉพาะการชะลอภาระ ภาษีสรรพสามิต ที่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการนำน้ำมันออกจากโรงกลั่น รวมถึงช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินจากการถือครองสต๊อกปริมาณมาก
ทั้งนี้ แม้ค่าการตลาดน้ำมันจะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ แต่สิ่งที่บริษัทมีความกังวลมากกว่าคือ ความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) ในกรณีที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ในระดับสูง
“หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเร็วในช่วงที่มีการสำรองน้ำมันจำนวนมาก ผู้ประกอบการจะมีความเสี่ยงขาดทุนจากมูลค่าสต๊อก ดังนั้น จึงต้องมีการหารือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารราคาสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และไม่สร้างภาระต่อผู้ประกอบการมากเกินไป”
ในด้านแผนธุรกิจระยะยาว PTG ยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมัน โดยในปี 2569 บริษัทตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท โดยจะเน้นขยายธุรกิจ นอนออยล์ (Non-Oil) มากขึ้น
ธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “กาแฟพันธุ์ไทย” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง และช่วยเพิ่มอัตรากำไรของบริษัทในระยะยาว
ขณะเดียวกัน PTG ยังคงตั้งเป้าหมายยอดขายน้ำมันในปีนี้เติบโตกว่าปีก่อนเฉลี่ย 3-5% โดยปีที่ผ่านมายอดขายน้ำมันปิดที่กว่า 7,000 ล้านลิตร เทียบเท่าปี 2567 อีกทั้ง บริษัทพร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีบริการ และธุรกิจเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างรายได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


