สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนและยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้รัฐบาลยังใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวันที่ 11 มี.ค.2569 อุดหนุนดีเซลถึงลิตรละ 16.97 บาท เพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับวันที่ 27 ก.พ.2569 ก่อนสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน 1 วัน กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนดีเซลเพียงลิตรละ 0.74 บาท
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 มี.ค.2569 ถึงสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตรึงราคาดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 -17 มี.ค.2569 หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันตลาดโลกยังอยู่ระดับสูงทำให้สถานะของกองทุนน้ำมันฯ เริ่มติดลบเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2569 ติดลบ 786 ล้านบาท และหากอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่องจะติดลบถึง 10,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 18 มี.ค.2569 จึงต้องขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป
รวมถึงลดภาษีสรรพสามิต และพิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเตรียมการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาเป็นผู้พิจารณา ซึ่งการออก พ.ร.ก.จะกำหนดให้มีหนี้เงินกู้เงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท
เตรียมขึ้นดีเซลหลังครบ15วัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมใช้แนวทางดูแลราคาดีเซลหลังครบกำหนดตรึงราคา 15 วัน โดยจะทยอยขึ้นราคาดีเซล 2 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท ไปสู่ระดับ 31.94 บาท เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ควบคู่การใช้เครื่องมืออื่น เช่น การลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ส่วนกลไกสุดท้ายอาจขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมันให้ช่วยแบกรับภาระต้นทุน แต่ต้องพิจารณารอบคอบเพราะเมื่อราคาตลาดโลกปรับลดลง โรงกลั่นต้องแบกรับต้นทุนที่ซื้อล่วงหน้าไว้แพง และถ้าไม่ได้ข้อสรุปจะหามาตรการอื่น
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เมื่อครบกำหนดตรึงราคาดีเซล 15 วัน รัฐบาลยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ดูแลราคาต่อ แม้สถานะกลับมาติดลบอีกหลังจากอุดหนุนมากกว่าวันละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งในอดีตเคยติดลบถึง 120,000 ล้านบาท ช่วงต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงมั่นใจว่ายังบริหารจัดการได้ควบคู่มาตรการอื่น
ค้างหนี้ช่วงสงครามรัสเซีย3หมื่นล้าน
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การรับมือสงครามรัสเซีย-ยูเครนตั้งแต่ปี 2565กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาน้ำมันและ LPGติดลบสูงสุด 132,671 ล้านบาท ในวันที่ 27 พ.ย.2565 ซึ่งทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกพ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันฯวงเงินกู้ได้ไม่เกิน 150,000 ล้านบาท และปัจจุบันยังเหลือวงเงินกู้ได้ 20,000 ล้านบาท
ในขณะที่การชำระหนี้เงินกู้ให้สถาบันการเงินยังค้างอยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท มีกำหนดชำระครบในปี 2570
ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ ทยอยใช้คืนเงินกู้สถาบันการเงินตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันเหลือหนี้คงค้าง 30,000 ล้านบาท และมีกำหนดใช้คืนหนี้หมดในปี 2570 รวมทั้งมีการปรับเพดานราคาดีเซลจากระดับไม่เกิน 30 บาท เป็นระดับสูงสุดที่ 35 บาท
ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันระหว่างปี 2565-2567 รวม 9 ครั้ง เป็นการลดภาษีระหว่างลดลิตรละ 5.00-6.44 บาท ซึ่งส่งผลกระทบรายได้รัฐ 178,100 ล้านบาท
คาดน้ำมันหายไป 8.45 ล้านบาร์เรล
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า กระทรวงพลังงานรายงาน ครม.ให้รับทราบมาตรการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของไทยเพื่อรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานปัจจุบันอยู่ระดับที่ 1 สีเขียว แต่กระทรวงพลังงานทำงานเชิงรุกบริหารสถานการณ์ โดยขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนอกตะวันออกกลางเพิ่ม
ทั้งนี้ เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันดิบที่จะขาดหายไปเนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือผู้ผลิตในตะวันออกกลางไม่สามารถส่งมอบให้ได้ ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบที่คาดว่าจะหายไปในช่วงเดือน มี.ค.2569 ปริมาณรวม 8.45 ล้านบาร์เรล (1,343 ล้านลิตร)
อย่างไรก็ตามการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมในขณะนี้มีความคืบหน้าที่ดี โดยกระทรวงพลังงานได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมันว่าจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมได้เพียงพอต่อการใช้งานถึงสิ้นเดือน เม.ย.2569
กำหนดเกณฑ์รุนแรงระดับสูงสุด
รวมทั้งหากสถานการณ์การสู้รบรุนแรงขึ้นและกระทบความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจนเลื่อนระดับความรุนแรงเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก (สีแดง) การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงหยุดชะงักมากกว่า 1 เดือน หรือการจัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหยุดชะงักมากกว่า 14 วัน และระดับปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงสู่ระดับสำรองตามกฎหมาย
กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีใช้บังคับมาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516
และอาจเสนอให้ใช้บังคับมาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้อำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิด ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงได้
เตรียมแผนเพิ่มสำรองน้ำมัน3%
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานดำเนินมาตรการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนี้
1.การระงับการส่งออก โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มี.ค.2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว
ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา
2.การเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมาย ได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เพิ่มสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในประทเศจากเดิมอัตรา 1% ของปริมาณการค้าประจำปี เป็นอัตรา 1.5% ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 และเป็นอัตรา 3% ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.2569
สำหรับข้อกำหนดดังกล่าวจะมีผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมายของไทยเพิ่มจาก 25 วัน เป็น 27 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2569 และเป็น 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.2569
เพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล
3.การเพิ่มอัตราส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันสำเร็จรูป ปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงานกำหนดให้ดีเซลต้องมีส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซลในอัตราขั้นต่ำ 5% โดย ณ วันที่ 5 มี.ค.2569 ราคาไบโอดีเซลเท่ากับ 32.06 บาทต่อลิตร คิดเป็น 1.13 เท่าของราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (Bo) ซึ่งอยู่ที่ 28.42 บาทต่อลิตร เพื่อลดปริมาณการใช้ดีเซลพื้นฐาน
กระทรวงพลังงานได้เพิ่มอัตราส่วนการผสมไบโอดีเซลเป็น 7% โดยจะลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานลงได้ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน จากปริมาณการใช้ทั้งหมด 61.8 ล้านลิตรต่อวัน และอาจพิจารณาเพิ่มอัตราส่วนการผสมไบโอดีเซลเป็น 10%
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานพิจารณาใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจูงใจให้ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์อี 10 เปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 โดยให้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์อี 20 ต่ำกว่าราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์อี 10 ซึ่งต้องพิจารณาฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบ
4.การผ่อนผันมาตรฐานลักษณะและคุณภาพของดีเซลและกลุ่มเบนซินตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 สำหรับดีเซลและกลุ่มเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 เพื่อลดสารมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถยนต์
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ในระยะต่อไปมีแนวโน้มรุนแรงและกระทบอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มมากขึ้น
กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาผ่อนผันมาตรฐานลักษณะและคุณภาพของดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ให้เหลือเป็นมาตรฐานยูโร 4 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นจัดหาดีเซลและเบนซินเนื่องจากปัจจุบันมีหลายประเทศยังไม่ได้บังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5
แจงปริมาณน้ำมันสำรอง95วัน
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจ กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่พร้อมใช้ของไทย ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 แบ่งเป็นปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศ รองรับการใช้รวม 39 วัน
สำหรับน้ำมันส่วนนี้ คือ อยู่ในคลังและในถังภายในประเทศ พร้อมที่จะสูบมาใช้ทันที ประกอบด้วย น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร ใช้ได้ 25 วัน และน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,403 ล้านลิตร ใช้ได้ 14 วัน
นอกจากนี้ ไทยมีปริมาณน้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่งและจัดหาแล้วรวม 7,050 ล้านลิตร แบ่งเป็น น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง 3,350 ล้านลิตร ใช้ได้ 26 วัน ซึ่งเป็นน้ำมันที่โหลดลงเรือแล้วและกำลังทยอยเดินทางเข้าสู่ประเทศ
อีกทั้งมีน้ำมันจัดหาแล้ว 3,700 ล้านลิตร ใช้ได้ 30 วัน เป็นส่วนที่ทำสัญญาจองแล้วและอยู่นอกพื้นที่เสี่ยงความขัดแย้ง ไม่ได้ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นสรุปภาพรวมขณะนี้ไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้รวมไม่น้อยกว่า 95 วัน





