วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่าแผน‘วิกฤติพลังงาน’รับมือตะวันออกกลาง รัฐดูแลราคา-ปริมาณ ‘น้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า’

ผ่าแผน‘วิกฤติพลังงาน’รับมือตะวันออกกลาง  รัฐดูแลราคา-ปริมาณ ‘น้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า’

สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้รัฐบาลต้องติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ และประชาชน รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับทั้งเรื่องการดูแลราคาพลังงาน รวมทั้งปริมาณของพลังงาน ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าให้เพียงพอจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้นอกจากมีมติเห็นชอบมาตรการประหยัดพลังงาน ยังเห็นชอบมาตรการด้านพลังงานเพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ และรองรับผลกระทบทั้งเรื่องน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า โดยมีสาระสำคัญดังนี้

           1.การบริหารจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

1) การบริหารและจัดหาน้ำมันสำรอง ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันในปัจจุบันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยเป็นการจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 93% ของการจัดหา แบ่งเป็นน้ำมันดิบที่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 53% และน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น 40% และส่วนที่เหลืออีก 7% เป็นน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศ โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,054 ล้านลิตร แบ่งเป็น

- ปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร

- ปริมาณน้ำมันสำรองทางการค้า 1,522 ล้านลิตร

- ปริมาณน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ 3,143 ล้านลิตร (ไม่นับรวมส่วนที่ยังไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ)

หากไม่มีการจัดหาน้ำมันหรือดำเนินมาตรการใดเพิ่มเติมประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นระยะเวลา 65 วัน แบ่งเป็น

- ปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน

- ปริมาณน้ำมันสำรองทางการค้า 15 วัน

- ปริมาณน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ 25 วัน

- น้ำมันดิบที่จัดหาเพิ่มเติมและทำสัญญาไว้แล้วอีก 3,700 ล้านลิตร คิดเป็น 30 วัน

รวมปริมาณสำรองน้ำมันและน้ำมันดิบที่จัดหาเพิ่มเติมทำสัญญาได้ คิดเป็น 95 วัน รวม 11,754 ล้านลิตร

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้บริหารสถานการณ์การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ถึงแม้ว่าระดับความรุนแรงของสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ 1 สีเขียว แต่กระทรวงพลังงานก็ได้ดำเนินการเชิงรุกในการบริหารสถานการณ์ โดยขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่อยู่นอกภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติม เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันดิบที่จะขาดหายไปเนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือผู้ผลิตในตะวันออกกลางไม่สามารถส่งมอบให้ได้ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบที่คาดว่าจะหายไปในช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีปริมาณรวม 8.45 ล้านบาร์เรล (1,343 ล้านลิตร)

อย่างไรก็ตาม การจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมในขณะนี้มีความคืบหน้าที่ดี โดยกระทรวงพลังงานได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมันว่าสามารถจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมได้เพียงพอต่อการใช้งานจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 แล้ว และกระทรวงพลังงานจะยังคงติดตามสถานการณ์การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงและประสานข้อมูลกับผู้ค้าน้ำมันอย่างใกล้ชิดต่อไป

2)การบริหารจัดการเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่

- การระงับการส่งออก โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 3 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่ง ที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ1 ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เว้นแต่การส่งออกไป สปป.ลาว และเมียนมา

- การเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมาย คำสั่งนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพิ่มการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในราชอาณาจักร ตามชนิดที่ระบุในข้อ 1 จากเดิมในอัตราร้อยละ 1 ของปริมาณการค้าประจำปี เป็นอัตราร้อยละ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 และเป็นอัตราร้อยละ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมายของประเทศไทย เพิ่มจาก 25 วัน เป็น 27 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 และเป็น 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

- การเพิ่มอัตราส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันสำเร็จรูป ปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงานกำหนดให้น้ำมันดีเซลต้องมีส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซลในอัตราขั้นต่ำที่ร้อยละ 5 โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 ราคาไบโอดีเซลเท่ากับ 32.06 บาทต่อลิตร คิดเป็น 1.13 เท่าของราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ซึ่งอยู่ที่ 28.42 บาทต่อลิตร เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐาน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการปรับเพิ่มอัตราส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลเป็นร้อยละ 7 โดยการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานลงได้ประมาณ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน จากปริมาณการใช้ทั้งหมด 61.8 ล้านลิตรต่อวันและอาจพิจารณาปรับเพิ่มอัตราส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลเป็นร้อยละ 10 ต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการจูงใจให้ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 10 เปลี่ยนมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 โดยให้ราคาขายปลีก แก๊สโซฮอล์อี 20 ต่ำกว่าราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์อี 10 อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วย

- การผ่อนผันมาตรฐานลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้มีประกาศบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 สำหรับน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน ในระยะต่อไปมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่ออุปทานด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาให้มีการผ่อนผันมาตรฐานลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ให้เหลือเป็นมาตรฐานยูโร 4 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดีเซลและเบนซินจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายประเทศ ที่ยังไม่ได้บังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5

นอกจากนี้หากสถานการณ์การสู้รบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจนเลื่อนระดับความรุนแรงเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก (สีแดง) การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงหยุดชะงักมากกว่า 1 เดือน หรือการจัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหยุดชะงักมากกว่า 14 วัน และระดับปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงสู่ระดับสำรองตามกฎหมาย กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีใช้บังคับมาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และอาจเสนอให้มีการใช้บังคับมาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้อำนาจ    พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เช่น การกำหนดเวลาเปิด - ปิด ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง

2.การบริหารจัดการด้านก๊าซ

1)ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) ผลิตจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน โดยประเทศไทยสามารถผลิต LPG ได้วันละ 15.8 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นการผลิตจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติวันละ 9.6 ล้านกิโลกรัม และการผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันโดยใช้น้ำมันดิบวันละ 6.2 ล้านกิโลกรัม โดยมีการนำ LPG ที่เหลือจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งในกรณีที่น้ำมันดิบมีการจัดหาได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ กระทรวงพลังงานสามารถบริหารจัดการโดยจำกัดปริมาณ LPG จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่นำไปใช้ในภาคปิโตรเคมี ซึ่งจะทำให้การใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงไม่ได้รับผลกระทบ

2)การจัดหาก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานรายงานว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในเดือนมีนาคม - เมษายน2569 อยู่ที่ประมาณ 156,000 พันล้านบีทียูต่อเดือน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 103,600 พันล้านบีทียูต่อเดือน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 โดยประเทศไทยมีการจัดหาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย แหล่งประเทศเพื่อนบ้าน และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบของประเทศในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2569 เพื่อให้มีปริมาณก๊าซธรรมชาติเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้าและการใช้พลังงานภายในประเทศ ดังนี้

3)เพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) ซึ่งสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแหล่ง A-18 กำลังจะสิ้นอายุสัญญาในปี 2572 โดยปัจจุบันกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง ของแปลง A-18-01 ฉบับใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี โดยรัฐบาลประเทศมาเลเซียได้อนุมัติร่างสัญญาดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจากการดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติได้สูงกว่าอัตราการผลิตระดับสูงสุดตาม Contractual Delivery Capacity (CDC) จำนวน 2,656 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันได้อีกประมาณ 115 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (เทียบเท่าการนำเข้า LNG ประมาณ 1 ลำ)

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ขอความร่วมมือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พิจารณาจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งซอติกา ในประเทศเมียนมาเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2569 ได้รวมประมาณ 105 - 115 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม

4) การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทดแทน ประเมินว่าในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2569 การจัดหา LNG เพื่อการผลิตไฟฟ้า LNG จากตะวันออกกลางจะไม่สามารถจัดส่งได้จำนวน 3 เที่ยวเรือ จากแผนการนำเข้า LNG ทางเรือทั้งหมดจำนวน 39 เที่ยวเรือ โดยคิดเป็นปริมาณที่จัดหาไม่ได้เป็นร้อยละ 7 ของปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบมาตรการปรับแผนการจัดหา LNG แบบจร (Spot LNG) เพิ่มเติม จำนวน 3 เที่ยวเรือทดแทนเรือที่ไม่สามารถส่งมอบในเดือนมีนาคม - เมษายน 2569 โดยมีความเป็นไปได้ในการจัดหาได้จากหลายภูมิภาค เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย กาตาร์ ไนจีเรีย เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวต่อประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศไทย โดยคาดว่าจะทราบผลการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติม ภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 2569

ขอเลื่อนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซ

3.การบริหารจัดการความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในประเทศ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีหนังสือเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ถึงผู้รับสัมปทานและผู้รับสัญญา PSC เพื่อขอความร่วมมือในการเลื่อนกิจกรรมตามแผนหยุดซ่อมบำรุง (Planned Shutdown) ของแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังตรวจสอบอุปกรณ์การผลิต เพื่อป้องกันการเกิด Unplanned Shutdown ในช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน 2569 เพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติให้มีความต่อเนื่อง

การบริหารจัดการน้ำมันดิบ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีหนังสือถึงผู้รับสัมปทานและผู้รับสัญญา PSC เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 เพื่อขอความร่วมมือขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อภายในประเทศเป็นการชั่วคราว ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีหนังสือขอความร่วมมือเพิ่มเติมไปยังผู้รับสัมปทานแหล่งน้ำมันดิบมโนราห์และนงเยาว์ ให้ขายปิโตรเลียมเข้าโรงกลั่นภายในประเทศ ในเดือนมีนาคม - เมษายน 2569 แทนการส่งออก จำนวน 600,000 บาร์เรล

4.ผลกระทบและการบริหารจัดการด้านไฟฟ้า กระทรวงพลังงานประเมินว่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามีเพียงพอ ไม่ได้รับผลกระทบแต่ได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบราคาไฟฟ้าจากราคา Spot LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นขึ้นกลุ่มมาตรการใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทน (Fuel Switching) โดยการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นที่มีศักยภาพในระยะเร่งด่วน เพื่อทดแทนการนำเข้า LNG ในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านราคา สามารถสรุปได้ ดังนี้

1)มาตรการเร่งด่วน ดำเนินการแล้วในเดือนมีนาคม ได้แก่

- การปรับเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ โดยเพิ่มกำลังผลิต 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 97 ล้านหน่วยต่อเดือน เทียบเท่า LNG ที่ลดลงประมาณ 647 พันล้านบีทียูต่อเดือน

- การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศ โดยการ  ประสานงานกรมชลประทานเพื่อเพิ่มการระบายน้ำลุ่มน้ำแม่กลองและเขื่อนรัชประภา ซึ่งจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 80 ล้านหน่วยต่อเดือน เทียบเท่า LNG ที่ลดลงประมาณ 533 พันล้านบีทียูต่อเดือน

- การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในต่างประเทศจากสปป. ลาว ซึ่งจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 125 ล้านหน่วยต่อเดือน เทียบเท่า LNG ที่ลดลงประมาณ 833 พันล้านบีทียูต่อเดือน

ทั้งนี้ จากมาตรการเร่งด่วนข้างต้น ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น 302 ล้านหน่วย ทดแทนการใช้ LNG ในการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 2,013 พันล้านบีทียูต่อเดือนหรือเทียบเท่า 0.67 เที่ยวเรือ

2) มาตรการในระยะต่อไป

- ขยายระยะเวลามาตรการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเทินหินบุนกำลังผลิต 20 เมกะวัตต์ ซึ่งจะหมดอายุ 31 ธันวาคม 2569 นี้ จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมอบหมายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปดำเนินการจัดทำร่างแก้ไขสัญญาเพื่อรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม และเสนอคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

- ขยายระยะเวลามาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและเล็กมาก (SPP และ VSPP) ซึ่งจะหมดอายุ 31 ธันวาคม 2569 จากสัญญาเดิมและนอกเหนือสัญญาเดิม ซึ่งจะต้องมีการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดการรับซื้อที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับมาตรการลดผลกระทบด้านราคาพลังงานจากน้ำมันและราคาค่าไฟฟ้า ที่ได้เตรียมการไว้ ดังนี้

           1.ราคาน้ำมันดีเซล จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) คาดว่าหากมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลต่อเนื่องจะส่งผลให้มีสถานะติดลบ 10,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิต ตลอดจน พิจารณากู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และ/หรือ พระราชกำหนด หากราคาน้ำมันตลาดโลก ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลังในการหาแหล่งเงินกู้และการค้ำประกัน

4.ราคาไฟฟ้า กระทรวงพลังงานรายงานว่าแนวโน้มราคา Spot LNG ในตลาดโลกหลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับราคาก่อนเกิดเหตุการณ์ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9 - 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู โดยจากข้อมูลของ Platts LNG Daily ราคา LNG วันที่ 3 มีนาคม 2569 พุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ราคา 25.39 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และลดลงเท่ากับ 22.02 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาในช่วงเดือนมีนาคม 2569 จะค่อนข้างจะผันผวนอยู่ในระดับสูงไปจนสิ้นปี 2569

ทั้งนี้ ราคา Spot LNG ที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยประมาณการเบื้องต้นต่อผลกระทบด้านราคา ค่าไฟฟ้าในกรณีที่ราคา LNG เพิ่มสูงขึ้น ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ คาดการณ์ว่าถ้าราคา LNG สูงขึ้นเป็น 25 -35 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 37 - 70 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งกระทรวงพลังงานจะประเมินสถานการณ์และจัดทำมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อไป