“กรมธุรกิจพลังงาน” ย้ำไทยมีสต็อกน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ เผยมาตรการรัฐสั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ช่วยให้ประเทศมีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วัน รวมเป็นประมาณ 102 วัน แต่วอนประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน เหตุปัจจุบันรัฐควักเงินกองทุนน้ำมันอุ้มเชื้อเพลิงเฉลี่ยวันละ 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 เดือนกว่า 30,000 ล้านบาท
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน บรรยายพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานไทย : การบริหารจัดการพลังงานภายใต้ความผันผวนของโลก” ภายในงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยพลังงาน ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และสถาบันการขนส่งจะจัดงาน
นายสราวุธ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน และนับว่ามีการบริหารจัดการได้สถานการณ์ได้ทันท่วงที จากการใช้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และเป็นที่มาของการออกคำสั่งระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร
อย่างไรก็ดี สถานการณ์พลังงานของไทยในขณะนี้ ปัจจุบันมีปริมาณสำรองพลังงานที่พร้อมใช้ในระดับที่สูง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่พร้อมใช้ของประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 แบ่งเป็น ปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศ รองรับการใช้รวม 39 วัน โดยน้ำมันส่วนนี้ คือส่วนที่อยู่ในคลังและในถังภายในประเทศ พร้อมที่จะสูบออกมาใช้ได้ทันที ประกอบด้วย น้ำมันสำรองตามกฎหมาย จำนวน 3,389 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 25 วัน และน้ำมันสำรองเพื่อการค้า จำนวน 1,403 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 14 วัน
นอกจากนี้ ไทยยังมีปริมาณน้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่งและจัดหาแล้วรวม 7,050 ล้านลิตร แบ่งเป็น น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งจำนวน 3,350 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 26 วัน ซึ่งเป็นน้ำมันที่โหลดลงเรือแล้วและกำลังทยอยเดินทางเข้าสู่ประเทศ อีกทั้งยังมีน้ำมันที่จัดหาแล้วจำนวน 3,700 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 30 วัน เป็นส่วนที่ทำสัญญาจองไว้เรียบร้อยแล้วและอยู่นอกพื้นที่เสี่ยงความขัดแย้ง ไม่ได้มีการส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นสรุปภาพรวมในขณะนี้ไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้รวมไม่น้อยกว่า 95 วัน
อีกทั้งภาครัฐยังมีแผนที่จะเพิ่มสำรองน้ำมันสำเร็จรูปตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วัน รวมเป็นประมาณ 102 วัน เช่นเดียวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีคงเหลือทั่วประเทศ 171 ล้านกิโลกรัม เพียงพอสำหรับการใช้ถึง 199 วัน เนื่องจากไทยมีแหล่งผลิตเองในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมความต้องการส่วนใหญ่ของภาคครัวเรือนได้เกือบทั้งหมด
นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานมีแผนบริหารจัดการและมาตรการรับมือวิกฤตด้านพลังงาน แบ่งเป็น 3 ระดับตามความรุนแรง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับ 1 ใกล้ระดับ 2 ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในภาวะระดับน้ำมันเชื้องเพลิงคงเหลือเพียงพอ มีการดำเนินมาตรการระงับการส่งออก อาทิ เบนซิน, ดีเซล, JET A1 และ LPG เพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมาร์ เนื่องจากเป็นพันธมิตรทางพลังงานที่สำคัญ
และยังเพิ่มอัตราการสำรองน้ำมันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีมาตรการเพิ่มสัดส่วนผสมชีวภาพ ปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 กลับไปเป็น B7 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันฟอสซิลและพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศมากขึ้นพร้อมรณรงค์การใช้ E20 อีกทั้งยังมีมาตรการราคา ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ภาครัฐช่วยชดเชยถึง 12.73 บาทต่อลิตร ข้อมูล ณ 10 มี.ค. 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าน้ำมันและก๊าซ LNG ในประเทศไทยไม่ขาดแคลน และมีมาตรการรองรับที่เข้มงวด แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 ล้านบาทต่อวัน หากคิดเป็น 1 เดือน ก็จะสูงถึง 30,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นและประหยัด สนับสนุนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (Work from home) หรือการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง
นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย” โดยระบุว่า หลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้น ทำให้ มี.ค.2569 เข้าสู่วิกฤตพลังงานโลกของจริง (The Reality) ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ภายใน 1 สัปดาห์ ขึ้นไป 119.50 เหรียญ ส่งผลให้เกิดภาวะตื่นตระหนก (Panic) และซัพพลายน้ำมันในตลาดเริ่มสะดุดตัว
ขณะที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มองว่าปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนพลังงาน แต่คือการหยุดชะงัก ทิศทางตลาดพลังงานโลกไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร แต่ปัญหาหลักคือการติดขัดของระบบขนส่งจากการปิดกั้นช่องแคบฮาร์มุซ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยช่องแคบฮอร์มุซ ก็ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปราะบางของไทยเพราะมีการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องทางนี้ 50 - 60%
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญกับภาวะต้นทุนซ้อนทับ (Cost Overlap) ที่ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงาน เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก แก้ว และปิโตรเคมี ดังนั้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะต้นทุนวิกฤตจนอาจหยุดชะงัก
ทั้งนี้ ข้อเสนอทางรอดของไทย ควรใช้ยุทธศาสตร์กระจายแหล่งจัดหาปรับพอร์ตใหม่มองหาโอกาสการนำเข้าพลังงานจากที่อื่น แม้อาจมีต้นทุนสูงขึ้นแต่จะสามารถลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งต้องใช้โมเดล PPP เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ให้เอกชนบริหารคลังโดยรัฐสนับสนุนด้านภาษีหรือค่าเช่า เพื่อแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณและประสบการณ์ รวมทั้งควรเน้นการทำสัญญา LNG ระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดจรที่มีราคาสูง





