วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

“กรมธุรกิจพลังงาน” ย้ำไทยมีสต็อกน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ เผยมาตรการรัฐสั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ช่วยให้ประเทศมีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วัน รวมเป็นประมาณ 102 วัน แต่วอนประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน เหตุปัจจุบันรัฐควักเงินกองทุนน้ำมันอุ้มเชื้อเพลิงเฉลี่ยวันละ 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 เดือนกว่า 30,000 ล้านบาท

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน บรรยายพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานไทย : การบริหารจัดการพลังงานภายใต้ความผันผวนของโลก” ภายในงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยพลังงาน ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และสถาบันการขนส่งจะจัดงาน

นายสราวุธ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน และนับว่ามีการบริหารจัดการได้สถานการณ์ได้ทันท่วงที จากการใช้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และเป็นที่มาของการออกคำสั่งระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร

อย่างไรก็ดี สถานการณ์พลังงานของไทยในขณะนี้ ปัจจุบันมีปริมาณสำรองพลังงานที่พร้อมใช้ในระดับที่สูง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่พร้อมใช้ของประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 แบ่งเป็น ปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศ รองรับการใช้รวม 39 วัน โดยน้ำมันส่วนนี้ คือส่วนที่อยู่ในคลังและในถังภายในประเทศ พร้อมที่จะสูบออกมาใช้ได้ทันที ประกอบด้วย น้ำมันสำรองตามกฎหมาย จำนวน 3,389 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 25 วัน และน้ำมันสำรองเพื่อการค้า จำนวน 1,403 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 14 วัน

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

นอกจากนี้ ไทยยังมีปริมาณน้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่งและจัดหาแล้วรวม 7,050 ล้านลิตร แบ่งเป็น น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งจำนวน 3,350 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 26 วัน ซึ่งเป็นน้ำมันที่โหลดลงเรือแล้วและกำลังทยอยเดินทางเข้าสู่ประเทศ อีกทั้งยังมีน้ำมันที่จัดหาแล้วจำนวน 3,700 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 30 วัน เป็นส่วนที่ทำสัญญาจองไว้เรียบร้อยแล้วและอยู่นอกพื้นที่เสี่ยงความขัดแย้ง ไม่ได้มีการส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นสรุปภาพรวมในขณะนี้ไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้รวมไม่น้อยกว่า 95 วัน

อีกทั้งภาครัฐยังมีแผนที่จะเพิ่มสำรองน้ำมันสำเร็จรูปตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วัน รวมเป็นประมาณ 102 วัน เช่นเดียวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีคงเหลือทั่วประเทศ 171 ล้านกิโลกรัม เพียงพอสำหรับการใช้ถึง 199 วัน เนื่องจากไทยมีแหล่งผลิตเองในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมความต้องการส่วนใหญ่ของภาคครัวเรือนได้เกือบทั้งหมด

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานมีแผนบริหารจัดการและมาตรการรับมือวิกฤตด้านพลังงาน แบ่งเป็น 3 ระดับตามความรุนแรง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับ 1 ใกล้ระดับ 2 ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในภาวะระดับน้ำมันเชื้องเพลิงคงเหลือเพียงพอ มีการดำเนินมาตรการระงับการส่งออก อาทิ เบนซิน, ดีเซล, JET A1 และ LPG เพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมาร์ เนื่องจากเป็นพันธมิตรทางพลังงานที่สำคัญ

และยังเพิ่มอัตราการสำรองน้ำมันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีมาตรการเพิ่มสัดส่วนผสมชีวภาพ ปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 กลับไปเป็น B7 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันฟอสซิลและพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศมากขึ้นพร้อมรณรงค์การใช้ E20 อีกทั้งยังมีมาตรการราคา ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ภาครัฐช่วยชดเชยถึง 12.73 บาทต่อลิตร ข้อมูล ณ 10 มี.ค. 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าน้ำมันและก๊าซ LNG ในประเทศไทยไม่ขาดแคลน และมีมาตรการรองรับที่เข้มงวด แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 ล้านบาทต่อวัน หากคิดเป็น 1 เดือน ก็จะสูงถึง 30,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นและประหยัด สนับสนุนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (Work from home) หรือการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง

นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย” โดยระบุว่า หลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้น ทำให้ มี.ค.2569 เข้าสู่วิกฤตพลังงานโลกของจริง (The Reality) ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ภายใน 1 สัปดาห์ ขึ้นไป 119.50 เหรียญ ส่งผลให้เกิดภาวะตื่นตระหนก (Panic) และซัพพลายน้ำมันในตลาดเริ่มสะดุดตัว

ขณะที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มองว่าปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนพลังงาน แต่คือการหยุดชะงัก ทิศทางตลาดพลังงานโลกไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร แต่ปัญหาหลักคือการติดขัดของระบบขนส่งจากการปิดกั้นช่องแคบฮาร์มุซ  ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยช่องแคบฮอร์มุซ ก็ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปราะบางของไทยเพราะมีการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องทางนี้ 50 - 60%

ไทยมีออเดอร์น้ำมันรอจัดส่ง 7,050 ล้านลิตร เสริมแกร่งพลังงานถึง 102 วัน

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญกับภาวะต้นทุนซ้อนทับ (Cost Overlap) ที่ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงาน เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก แก้ว และปิโตรเคมี ดังนั้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะต้นทุนวิกฤตจนอาจหยุดชะงัก

ทั้งนี้ ข้อเสนอทางรอดของไทย ควรใช้ยุทธศาสตร์กระจายแหล่งจัดหาปรับพอร์ตใหม่มองหาโอกาสการนำเข้าพลังงานจากที่อื่น แม้อาจมีต้นทุนสูงขึ้นแต่จะสามารถลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งต้องใช้โมเดล PPP เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ให้เอกชนบริหารคลังโดยรัฐสนับสนุนด้านภาษีหรือค่าเช่า เพื่อแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณและประสบการณ์ รวมทั้งควรเน้นการทำสัญญา LNG ระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดจรที่มีราคาสูง