นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ
“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่”
รีเซ็ตองค์กร-เพิ่มสปีดการตัดสินใจ
เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล
สำหรับโครงสร้างใหม่มุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ 2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน 3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์
สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น
แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง
ทั้งนี้ นายวิกรมแนะนำให้ “เตรียมเหนื่อย” และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม (เช่น กรณีอิหร่าน) กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย
ตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ขายที่ดิน 2,800 ไร่
สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่
1. ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
2. เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
3. สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค
นอกจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทอยู่ระหว่างปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างนักลงทุน ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
โมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมบริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด สถานศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม รวมถึงศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร
“คลื่นทุนจีน” หนุนดีมานด์นิคมอุตสาหกรรม
นายวิกรม กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในอาเซียน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
“เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีโรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วประมาณ 300 แห่ง”
นายวิกรม ยังประเมินการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุด จากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 8 แสนไร่ และมีแผนขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 10%
สำหรับผลประกอบการของอมตะในเวียดนามปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567
ขณะที่ สปป.ลาว ใช้จุดแข็งด้านสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 30 ปี และเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 5% รวมถึงมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เนื่องจาก 95% ของไฟฟ้ามาจากพลังงานสีเขียว
ชี้ไทยได้เปรียบทำเล แต่ต้องเร่งปรับนโยบาย
แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น นายวิกรม กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของภูมิภาค ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงที่เชื่อมจีนผ่านไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว รวมถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งมีกฎหมายเอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ
“ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุน” นายวิกรม กล่าว





