รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบการค้าข้ามแดน สกัดขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง อายัดตู้สินค้าต้องสงสัย 18 ตู้ พบซุกซ่อนแผงวงจรปะปนเศษโลหะ น้ำหนักรวมเกือบ 3 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท
วันที่ 10 มี.ค. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือเชิงรุกระหว่างกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ฉวยโอกาสใช้ช่องว่างทางการค้าลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
นายพันธ์ทอง ลอยกลุนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการขยายผลจากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งพบพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการสำแดงชนิดสินค้าในเอกสารนำเข้าเป็นเพียงเศษโลหะหรือเศษเหล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและแอบแฝงนำขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเศษพลาสติกเข้ามาในราชอาณาจักร กรมศุลกากรในฐานะด่านหน้าจึงได้นำระบบบริหารความเสี่ยงและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้คัดกรองเส้นทางการขนส่ง เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเข้มงวด
จากการเปิดตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 18 ตู้ พบว่ามีการแบ่งรูปแบบการนำเข้าเป็นสามกลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกจำนวน 12 ตู้ เป็นของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่สำแดงสินค้าเป็นเศษเหล็กจากประเทศเฮติ แต่ผลการตรวจสอบกลับพบเศษเหล็กปะปนมากับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจัดเป็นของเสียอันตราย มีน้ำหนักรวมสูงถึง 284,919 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.53 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่สองจำนวน 4 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ขยายผลมาจากข้อมูลเชิงลึกของ DSI และเครือข่ายเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ (BAN) ซึ่งสำแดงเป็นเศษโลหะผสมจากสหรัฐอเมริกาและเตรียมใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งต่อไปยังญี่ปุ่นและฮ่องกง ขณะที่กลุ่มสุดท้ายอีก 2 ตู้ ถูกเจ้าหน้าที่อายัดไว้เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติเฝ้าระวัง โดยสำแดงเป็นเศษอลูมิเนียมจากสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์
การลักลอบนำเข้าในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการกำกับดูแลระบบโลจิสติกส์ของไทย แต่ยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายศุลกากรและอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลที่ต้องการจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาด โดยนายพันธ์ทองย้ำชัดเจนว่า กรมศุลกากรจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกราย พร้อมทั้งผลักดันขยะพิษทั้งหมดกลับไปยังประเทศต้นทาง เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมเป็นแหล่งทิ้งขยะอันตรายจากต่างชาติอย่างเด็ดขาด





