นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. 2570 ว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 2569 เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
“การจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะดำเนินการเสร็จก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารราชการ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย การกู้เงิน หรือการทำข้อตกลงที่ผูกพันกับรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารจัดการโดยเร็ว”
ทั้งนี้ในส่วนของไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณปี 2570 ขึ้นกับความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล หากสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย.กระบวนการจัดทำงบประมาณจะล่าช้าไปเพียง ประมาณ 1 เดือนจากสภาวะปกติที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. โดยการจัดทำงบประมาณหากมีการเร่งกระบวนการในชั้นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณอาจ เช่น ลดจาก 105 วัน เหลือประมาณ 60 วัน ซึ่งอาจทำให้งบประมาณรายจ่ายปี 2570 สามารถประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม
ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณในระยะต่อไปได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งบประมาณ โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งบประมาณในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยให้ลดการทำโครงการที่เป็นฮาร์ดแวร์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนนหรือบ่อน้ำ และหันไปเน้นการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับการสร้างอาชีพและมาตรฐานทักษะแรงงาน เพื่อให้งบประมาณเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้เลขาธิการสศช.ยังเสนอให้รัฐบาลใหม่ใช้แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เป็นกลไกในการหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ
นายดนุชา ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจ และความท้าทายของเศรษฐกิจในปี 2569 ว่าจากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2.0% แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแตะ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาปรับสูงขึ้นถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 1.6% และหากแตะ 150 ดอลลาร์ อาจโตได้ 1.3%
โดยวิกฤตพลังงานนี้อาจกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง
นายดนุชา ยังกล่าวถึงแนวทางการปรับตัวและแผนพัฒนาประเทศระยะยาวว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านเกษตรกรรม โดยมีปริมาณน้ำในเขื่อนระดับเต็มความจุเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้ 4 หลักการชี้นำ (Guiding Principles) ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ (Advancing Productivity) การส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Promoting Inclusivity, Opportunities, and Shared Benefits) การยกระดับการปรับตัว (Elevating Adaptability) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Reinforcing Immunity)
ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา (5 Pillars of Development) ซึ่งประกอบด้วย การพลิกโฉมเศรษฐกิจ (Transform Economy) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital) การรักษาสมดุลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Sustain Resources & Environment) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Transfer Technology & Innovation) และที่สำคัญคือ การปฏิรูปภาครัฐ (Reform Public Sector) เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)





