วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

ลุ้นไทม์ไลน์ ‘รัฐบาลใหม่’ ตั้ง ครม.ต้น เม.ย. ‘สภาพัฒน์’ ชี้ หนุน พ.ร.บ.งบฯ 70 เริ่มใช้เดือน ต.ค.  

ลุ้นไทม์ไลน์ ‘รัฐบาลใหม่’ ตั้ง ครม.ต้น เม.ย.  ‘สภาพัฒน์’ ชี้ หนุน พ.ร.บ.งบฯ 70 เริ่มใช้เดือน ต.ค.  

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. 2570 ว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 2569 เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป

“การจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะดำเนินการเสร็จก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารราชการ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย การกู้เงิน หรือการทำข้อตกลงที่ผูกพันกับรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารจัดการโดยเร็ว”

ทั้งนี้ในส่วนของไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณปี 2570 ขึ้นกับความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล หากสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย.กระบวนการจัดทำงบประมาณจะล่าช้าไปเพียง ประมาณ 1 เดือนจากสภาวะปกติที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. โดยการจัดทำงบประมาณหากมีการเร่งกระบวนการในชั้นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณอาจ เช่น ลดจาก 105 วัน เหลือประมาณ 60 วัน ซึ่งอาจทำให้งบประมาณรายจ่ายปี 2570 สามารถประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม  

ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณในระยะต่อไปได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งบประมาณ โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งบประมาณในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยให้ลดการทำโครงการที่เป็นฮาร์ดแวร์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนนหรือบ่อน้ำ และหันไปเน้นการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับการสร้างอาชีพและมาตรฐานทักษะแรงงาน เพื่อให้งบประมาณเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้เลขาธิการสศช.ยังเสนอให้รัฐบาลใหม่ใช้แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เป็นกลไกในการหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ

 

นายดนุชา ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจ และความท้าทายของเศรษฐกิจในปี 2569 ว่าจากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2.0% แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแตะ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาปรับสูงขึ้นถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 1.6% และหากแตะ 150 ดอลลาร์ อาจโตได้ 1.3%

โดยวิกฤตพลังงานนี้อาจกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

นายดนุชา ยังกล่าวถึงแนวทางการปรับตัวและแผนพัฒนาประเทศระยะยาวว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านเกษตรกรรม โดยมีปริมาณน้ำในเขื่อนระดับเต็มความจุเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้ 4 หลักการชี้นำ (Guiding Principles) ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ (Advancing Productivity) การส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Promoting Inclusivity, Opportunities, and Shared Benefits) การยกระดับการปรับตัว (Elevating Adaptability) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Reinforcing Immunity)

ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา (5 Pillars of Development) ซึ่งประกอบด้วย การพลิกโฉมเศรษฐกิจ (Transform Economy) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital) การรักษาสมดุลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Sustain Resources & Environment) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Transfer Technology & Innovation) และที่สำคัญคือ การปฏิรูปภาครัฐ (Reform Public Sector) เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)