แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นวงเงินใช้ดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศว่า หากรัฐบาลใช้ทางเลือกนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
แม้กรณีนี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะเข้าข่ายมาตรา 169 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่
“ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องขอ กกต. เพราะไม่ใช่เรื่องของงบกลางและไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งบุคคล แต่การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานนั้น จะต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่ายมาตรา 169 ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ซึ่งหากฟังเบื้องต้นน่าจะเข้าข่ายที่อาจจะทำไม่ได้และต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน” แหล่งข่าว กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างเช่นกรณีที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ก็คงต้องพิจารณาข้อกฎหมายอีกครั้ง ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อครม.
สำหรับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 169 กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามมาตรา 168 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งก่อน
(3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด





