วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

กองทุนน้ำมันฯ ควักวันละ 1,200 ล้านอุ้มดีเซล 'พิพัฒน์' เปิดทางเลือก 'ลดภาษี' พยุงราคา

กองทุนน้ำมันฯ ควักวันละ 1,200 ล้านอุ้มดีเซล 'พิพัฒน์' เปิดทางเลือก 'ลดภาษี' พยุงราคา

“พิพัฒน์” เผยปัจจุบันควักเงินกองทุนน้ำมัน อุ้มราคาดีเซลเฉลี่ยวันละ 1,200 ล้านบาท รัฐบาลเตรียมพิจารณามาตรการเพิ่มหลังพ้นกรอบ 15 วัน จ่อปรับลดภาษีสรรพสามิต หวังตรึงราคาไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายการตรึงราคาสินค้าน้ำมันดีเซล เป็นเวลา 15 วัน หลังจากนั้นตามแผนที่นายกรัฐมนตรีสั่งการไว้ ในช่วงนี้หลังจาก 15 วัน จะขยับราคาน้ำมันดีเซลจะค่อยๆ ปรับจาก 29.94 บาท ไปสู่ระดับ 31.94 บาท เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน

นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมใช้เครื่องมือทางภาษี โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีอื่นๆ แล้วมีมูลค่าใกล้เคียง 10 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยตรึงราคาไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ รวมทั้งหน้าโรงกลั่น จะเป็นกลไกสุดท้ายที่จะเข้าไปหารือ หากพูดคุยกันไม่ลงตัวรัฐบาลก็อาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ เข้าไปจัดการต่อไป

กองทุนน้ำมันฯ ควักวันละ 1,200 ล้านอุ้มดีเซล 'พิพัฒน์' เปิดทางเลือก 'ลดภาษี' พยุงราคา

ส่วนสถานะของกองทุนน้ำมันและการแบกรับภาระชดเชย จากการหารือวานนี้ (9 มี.ค.) พบว่า 1 วัน เฉลี่ย 1,200 ล้านบาท จากราคาน้ำมันประกาศวานนี้ 111 เหรียญ แต่ราคามีความผันผวนมาก บางช่วงดิ่งลงเหลือ 95 เหรียญ จึงต้องรอรอดูราคาประกาศจากตลาดกลางสิงคโปร์รายวันว่าจะลดลงตามตลาดโลกหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปจะปรับลดลง ดังนั้นภาพรวมในขณะนี้ก็ถือว่าไทยใช้เงินชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน และปัจจุบันรัฐบาลมีการปรับราคาเบนซินขึ้น 50 สตางค์ พร้อมทั้งลดราคา E20 และ E85 ลง 50 สตางค์ เพื่อจูงใจให้คนสลับมาใช้พลังงานทางเลือกและช่วยลดภาระกองทุน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า จากการประชุมสรุปสถานการณ์วานนี้ (9 มี.ค.) ยืนยันว่า สถานการณ์พลังงานภายในประเทศไทยหากไม่มีน้ำมันดิบหรือ LNG นำเข้ามาเพิ่มเลย คาดว่าจะสามารถยืนได้ถึง 95 วัน หรือประมาณ 3 เดือน และขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า ในส่วนของ LNG สามารถหาแหล่งเติมให้กับโรงไฟฟ้าและผู้ประกอบการได้ครบถ้วนแล้วไม่มีปัญหา

แต่ในส่วนของน้ำมันดิบยังต้องบริหารจัดการต่อ ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางประมาณ 50% และอีก 50% มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อเมริกา และหากมีความจำเป็นจริงๆ อาจจะต้องมีการสั่งซื้อจากประเทศรัสเซียเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตของโลกทำให้หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการและสามารถประสานซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีแนวทางในการยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันให้ยาวนานกว่า 3 เดือน โดยวางแผนเพิ่มปริมาณสำรองและนำพลังงานทดแทนมาใช้หลายส่วน อาทิ การเพิ่มสำรองน้ำมันตามกฎหมาย การใช้ไบโอดีเซล (B100) จะขยับการผสมน้ำมันจากสูตร B5 เป็น B7 ในวันที่ 14 มี.ค. นี้ และมีแผนจะขยับเป็น B10 รวมถึงรณรงค์ให้ใช้  E20 และ E85 เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลผลิตจากมันสำปะหลังและอ้อย

“หากแผนการเหล่านี้สำเร็จและเรายังนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นได้อีก 50% แน่นอนเราก็จะขยับความมั่นคงทางพลังงานในประเทศมีใช้เพียงพอจาก 3 เดือน เป็น 4 เดือน และ 5 เดือน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องตื่นตระหนกจนแห่ไปกักตุนน้ำมัน”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับแพงขึ้นในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น อิงราคาประกาศตลาดกลางสิงคโปร์มาโดยตลอด ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในแถบเอเชีย แม้โรงกลั่นจะซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-4 เดือน แต่ต้นทุนน้ำมันที่นำมาเก็บในแทงค์จะถูกนำมาเฉลี่ยกันทั้งหมด ไม่สามารถแยกออกมาได้ว่าวันนี้จะขายเฉพาะน้ำมันที่ซื้อมาในราคา 60 เหรียญ ดังนั้นในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ตลาดสิงคโปร์ อาจมีการเก็งกำไรทำให้ราคากระโดดสูงกว่าราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามเข้าไปดูแล