วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘คลัง’ ห่วงค้ำเงินกู้ ‘กองทุนน้ำมัน’ เร่งหนี้สาธารณะชนเพดาน

‘คลัง’ ห่วงค้ำเงินกู้ ‘กองทุนน้ำมัน’ เร่งหนี้สาธารณะชนเพดาน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนำไปสู่วิกฤติภาคพลังงานที่น่ากังวลต่อภาระค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในระดับสูงยาวนานการที่รัฐบาลออกมาตรการอุ้มค่าพลังงานผ่านกลไกกองทุนน้ำมันอาจไม่เพียงพอรับมือ และจำเป็นต้องหามาตรการอื่นๆ รองรับในระยะต่อไป ทั้งการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน รวมทั้งการพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แม้กระทรวงการคลังจะยังมีกรอบวงเงินที่สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ ได้ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ แต่ความท้าทายสำคัญคือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้จะกลายเป็นวงเงินหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้นด้วย

โดยรายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสะสมอยู่ที่ระดับประมาณ 66% ต่อจีดีพีแล้ว ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะเหลือพื้นที่ให้ก่อหนี้หรือค้ำประกันเพิ่มได้อีกเพียง 4% ต่อจีดีพีเท่านั้น ก่อนที่จะพุ่งชนเพดานหนี้สาธารณะที่กรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดไว้สูงสุดที่ 70% ต่อจีดีพี

ก่อนหน้านี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รัญมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (ที่ 29.94 บาทต่อลิตร) แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่านั้นมาก โดยต้องใช้งบอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยถึงลิตรละ 9.57 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ วันที่ 9 มี.ค. 2569 เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพในการดูแลราคาน้ำมันต่อไปได้อีกอย่างน้อยประมาณ 15 วัน หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยหากจำเป็น กองทุนฯ ยังมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในอดีต

ถึงแม้รัฐบาลจะยังอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ หากสถานการณ์บีบคั้นจนถึงขั้นจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐบาลก็ยังสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้ โดยจะต้องนำเรื่องเข้าหารือและขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารงานภาวะวิกฤติ