วันนี้ (9 มี.ค.69) เวลา 17.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (สบก.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาพลังงานจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการหารือกันในเรื่องของมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับราคาของน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซินน้ำ น้ำมันดีเซล รวมไปถึงก๊าซต่างๆ วันนี้เริ่มเกิดความกังวลว่าหลังจากที่ทางกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศไปแล้วเมื่อ 3 วันที่ผ่านมาว่าเราสามารถตรึงราคาน้ำมันได้ถึง 15 วัน ซึ่งจากการประชุมมีข้อสรุปว่าหากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงไม่มีข้อยุติ ในส่วนของน้ำมันเบนซินก็คงจะมีการประกาศทยอยที่จะขึ้นราคาไปก่อนแต่เราจะขึ้นราคาแบบขั้นบันได (Step by Step) ไม่ใช่ขึ้นทีเดียว 2-3 บาทต่อลิตร ซึ่งเราจะทยอยขึ้นตามกลไกของน้ำมัน
“สำหรับน้ำมันเบนซินซึ่งไม่ได้มีการประกาศตรึงราคาเหมือนดีเซลนั้น ที่ผ่านมาได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าไปสนับสนุนเพื่อชะลอการขึ้นราคาไว้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังไม่มีข้อสรุป รัฐบาลจึงอาจจำเป็นต้องประกาศปรับขึ้นราคาเบนซินตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม จะเป็นการปรับขึ้นแบบ Step by Step”
ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันในคลังมีเพียงพอ แต่ปัญหา "น้ำมันหมด" ในบางสถานีบริการเกิดจากประชาชนตื่นตระหนกทำให้ระบบขนส่งไม่ทันรอบ ไม่ใช่ว่าน้ำมันในประเทศหมดสต๊อก ส่วนการซื้อน้ำมันของภาคอุตสาหกรรมให้ติดต่อไปยังพลังงานจังหวัด หรือผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถซื้อตามราคาที่กระทรวงพลังงานประกาศได้ เพราะหากมาซื้อที่หน้าปั๊มจะไม่เพียงพอให้บริการกับประชาชน
ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลราคาน้ำมันที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนเข้าไปช่วยเหลือราคาน้ำมันทั้งดีเซล และเบนซิน แต่จากสถานการณ์ในตลาดโลกที่ราคาปรับสูงขึ้นตอนนี้การดูแลราคาน้ำมันเบนซินจะเป็นการดูแลราคาแค่เพียงบางส่วนเท่านั้นทำให้ราคาขายปลีกอาจมีการขยับราคาขึ้นบ้างตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตามจะเน้นการทยอยปรับ ไม่ให้ราคากระชาก แต่จะใช้การทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดแทนเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีข้อสรุปในการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (B7) แทน น้ำมันไบโอดีเซล B5 โดยเริ่ม 14 มี.ค.69 นี้ ซึ่งในส่วนนี้มีความพร้อมในเรื่องของวัตถุดิบที่เป็นน้ำมันปาล์มดิบที่จะนำมาผสม
จูงใจใช้ E20 จ่อลดราคาเพิ่ม
ในส่วนของน้ำมันเบนซิน รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 โดยทำให้ราคาถูกลง เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิล และยืดระยะเวลาสำรองน้ำมัน กระทรวงพลังงานจะปรับให้ E20 มีราคาถูกกว่า E10 เพิ่มขึ้นเป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต่างกัน 2 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ส่วนน้ำมัน E85 จะยังมีการสนับสนุนการใช้ต่อไปซึ่งจะช่วยทั้งประหยัดเงินในกระเป๋า และสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย
ขยายตรึงก๊าซหุงต้มอีก 2 เดือน
นอกจากนี้รัฐบาลยังจะขยายเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีก 2 เดือนจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม นี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน จนถึงเดือนพฤษภาคม ปีนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าราคาจะไม่ปรับสูงขึ้นในช่วงนี้
ชงมาตรการประหยัดพลังงาน เข้า ครม.
นอกจากนี้กระทรวงพลังงานจะเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าที่ประชุม ครม. พรุ่งนี้ โดยมุ่งเน้นขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการเป็นลำดับแรก เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาฯ การแต่งกายแบบไม่สวมสูทหรือผูกเนกไท การปิดไฟเมื่อไม่จำเป็น รวมถึงการส่งเสริมมาตรการ Work from Home และการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง สำหรับภาคประชาชนจะยังเป็นขั้นของการรณรงค์และขอความร่วมมือ ก่อนจะพิจารณามาตรการบังคับตามความเหมาะสมของสถานการณ์ราคาในอนาคต
รับกองทุนน้ำมัน พร้อมกู้เพิ่ม
นายอรรถพล ยังตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าปัจจุบันเริ่มติดลบเล็กน้อย หลังจากที่เคยเป็นบวกอยู่ประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์โดยมีการหารือเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้โดยมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเลขาฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
สำหรับความคืบหน้าในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา และประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% โดยจะทยอยปรับขึ้นเป็น 1.5% ในสิ้นเดือนมีนาคม และครบ 3% ในสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันในประเทศออกไปได้อีกประมาณ 7 วัน
ปตท.เร่งหาแหล่งน้ำมัน-ก๊าซ
ส่วน การหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ ตอนนี้ นอกเหนือจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งหลักแล้ว ปตท. กำลังจัดหาจากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา, เซาท์แอฟริกา, มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนการซื้อจากรัสเซียยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรที่อาจทำให้การโอนเงินถูกกักเก็บได้
ส่วนการจัดการจัดหาก๊าซธรรมชาติ (LNG) และเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นายอรรถพลชี้แจงว่าในส่วนการแก้ปัญหา LNG จากกาตาร์ จากแผนเดิมที่มีก๊าซจากกาตาร์ 5 ลำ แต่ส่งออกมาได้เพียง 2 ลำ ทาง ปตท. ได้เร่งหาแหล่งอื่นทดแทน ซึ่งปัจจุบันคอนเฟิร์มแหล่งใหม่ได้แล้ว 2 ลำ และกำลังอยู่ระหว่างยืนยันลำที่ 3, สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม จะมีการประชุมหาตลาดใหม่ทดแทนกาตาร์ในสัปดาห์หน้า
สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ และภูมิภาค ได้ขอให้แหล่งก๊าซในอ่าวไทยและแหล่ง JDA (ไทย-มาเลเซีย) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ รวมทั้งประสานงานขอซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มเติม และให้ กฟผ. เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
“ปริมาณก๊าซที่นำมาเสริมทั้งหมดนี้ มีปริมาณเทียบเท่ากับเรือก๊าซ LNG 2 ลำ ทำให้มั่นใจว่าในช่วง 2 เดือนนี้ (มีนาคม-เมษายน) จะมีเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน” นายอรรถพล กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





