วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

สภาดิจิทัลฯ เตือนคลื่น AI ดิสรัปชันครั้งใหญ่ แนะ SME ปรับตัวปั้นยูนิคอร์น

สภาดิจิทัลฯ เตือนคลื่น AI ดิสรัปชันครั้งใหญ่ แนะ SME ปรับตัวปั้นยูนิคอร์น

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี จัดเสวนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” โดยนายอธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “SMEs ชีวิตจะเปลี่ยนไปด้วย Smart AI” ว่า โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเทคโนโลยี โดยในทุก ๆ ประมาณ 20 ปี มักจะเกิดคลื่นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงานอย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปในช่วง ปี 1997 โลกเริ่มเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล ตามมาด้วยยุคสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก และในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถือเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่มีพลังในการดิสรัปชันหรือเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง

คลื่น AI รอบนี้แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงในอดีต เพราะแทบไม่มีพื้นที่ตรงกลางสำหรับผู้ประกอบการหรือแรงงานอีกต่อไป ผู้ที่สามารถปรับตัวได้จะเกิดใหม่และเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเวลาอันสั้น

นายอธิป กล่าวว่า ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI และ Machine Learning มักถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือช่วยทดแทนแรงงานระดับปฏิบัติการหรือ Blue Collar

อย่างไรก็ตาม AI รุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่ม Large Language Model (LLM) ได้เปลี่ยนทิศทางของการดิสรัปชันอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงานระดับล่างเท่านั้น แต่กำลังเริ่มกวาดล้างงานระดับมันสมอง หรือ White Collar

งานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ 1.งานเอกสารและงานธุรการ 2. งานบัญชีและการเงิน 3. งานกฎหมาย 4. การเขียนโปรแกรม 5. การตลาดและคอนเทนต์ครีเอชัน

“งานที่เราไม่เคยคิดว่าเครื่องจักรจะทำได้ เช่น งานด้านความคิดสร้างสรรค์ งานเอกสาร งานบัญชี กฎหมาย หรือแม้แต่การเขียนโปรแกรม ตอนนี้ AI สามารถทำได้ทั้งหมด และทำได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล” นายอธิป กล่าว

แม้ AI จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็น โอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ SME การใช้ AI สามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้หลายเท่าตัว โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน

ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ก่อตั้งธุรกิจ SME ในยุคปัจจุบันใช้เวลานานขึ้นก่อนจะจ้างพนักงานคนแรก เนื่องจากสามารถใช้ AI ทำหน้าที่แทนพนักงานหลายตำแหน่งได้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนคอนเทนต์ การบริการลูกค้า หรือการวางแผนการตลาด

ในวงการสตาร์ทอัพทั่วโลกจึงเริ่มพูดถึงแนวคิด “Solo-founder Unicorn” หรือ ยูนิคอร์นที่มีผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่ใช้ AI Agent เป็นทีมงานหลักแทนพนักงานจำนวนมาก

SME มีข้อได้เปรียบเหนือบริษัทขนาดใหญ่ในยุค AI เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่มักนำ AI มาใช้เพื่อลดจำนวนพนักงานและควบคุมต้นทุน ในขณะที่ SME สามารถใช้ AI เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนบุคลากรที่สูงเหมือนองค์กรขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การแพร่หลายของ AI อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำทางสติปัญญา ผู้ที่มีทักษะสูงเมื่อใช้ AI จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างก้าวกระโดด ขณะที่ผู้ที่ไม่มีทักษะดิจิทัลอาจถูกทิ้งห่างมากขึ้น

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังพบว่า ในยุค AI กลุ่มแรงงานที่มีอายุ 30-50 ปีขึ้นไป กลับมีความได้เปรียบมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการทำงานและสามารถสั่งการหรือควบคุม AI ผ่านเทคนิค Prompting ได้ดีกว่าคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา

นายอธิปได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางดิจิทัลของประเทศไทยว่า แม้ AI จะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับภาคธุรกิจ แต่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก หากประเทศยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี AI ของตนเองได้ เงินลงทุนและข้อมูลจำนวนมหาศาลจะไหลออกไปสู่บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว

สภาดิจิทัลฯ อยู่ระหว่างผลักดันนโยบายเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลในอนาคตได้

“AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หากไทยไม่มีศักยภาพในการสร้าง AI ของตนเอง เงินและข้อมูลจำนวนมหาศาลจะไหลออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่เราต้องเร่งแก้ไข” นายอธิป กล่าว