“เอกนิติ” มองวิกฤติโลกมีโอกาสทอง ดึงกระแสเงินทุนต่างชาติเข้าไทย ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ "Smart and Green Industry" เร่งปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด พร้อมงัดมาตรการทางภาษี "พี่ช่วยน้อง" จูงใจรายใหญ่ดึง SME เข้าซัพพลายเชนสีเขียว หวังพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
วันที่ 9 มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต” ภายในงานอุตสาหกรรมก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน Smart Industry ณ สำนักงานใหญ่ เอสซีจี บางซื่อ ว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซึ่งภาคธุรกิจและทุกภาคส่วนของไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือกับ 3 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มหาอำนาจใช้ภาษีและพลังงานเป็นเครื่องมือต่อรอง การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้น
"สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อลดความเสี่ยง โดยพุ่งเป้ามาที่ภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยซึ่งมีจุดยืนเป็นกลาง"
ซึ่งสะท้อนได้จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ขยายตัวพุ่งสูงกว่า 60% คิดเป็นมูลค่าแตะระดับ 1.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ที่คล้ายคลึงกับยุคการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมายังไทยจนเกิดเป็นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต
นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การจะคว้าโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้ไว้ได้ ประเทศไทยต้องยกระดับภาคการผลิต โดยเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอัจฉริยะไปสู่ยุทธศาสตร์ Smart and Green Industry หรืออุตสาหกรรมที่ทั้งฉลาดและสะอาด เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม AI และ Data Center มีความต้องการใช้พลังงานสะอาดในปริมาณที่สูงมาก
ทั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมเร่งปลดล็อกกลไกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ให้ภาคเอกชนดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอาจพิจารณานำโมเดลกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาประยุกต์ใช้ระดมทุนเพื่อขยายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านการก่อหนี้สาธารณะของประเทศ และเปิดทางให้เอกชนตลอดจนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในพลังงานสะอาดได้โดยตรง
สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างครอบคลุม รัฐบาลได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการ "พี่ช่วยน้อง" เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์และองค์ความรู้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ AI และอุตสาหกรรมสีเขียว โดยกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราที่อาจสูงถึง 2 เท่า ให้แก่บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทเหล่านี้นำพา SME เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการบูรณาการเครื่องมือความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งเงินให้เปล่าจาก BOI ในลักษณะร่วมจ่ายแบบคนละครึ่ง และการสนับสนุนจากธนาคารของรัฐที่จะเข้ามาช่วยค้ำประกันและเติมสภาพคล่องให้ SME แข่งขันได้
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังได้กล่าวชื่นชมโมเดล สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox) ของเอสซีจี ว่าเป็นต้นแบบความสำเร็จของการบูรณาการแบบ PPP for Planet ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และชุมชน ในการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำให้หน่วยงานราชการ และการจัดการขยะ ซึ่งหากสามารถขยายผลโมเดลนี้ไปยังทุกจังหวัดได้ จะช่วยพลิกโฉมประเทศไทยได้อย่างมหาศาล
"วิกฤติด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมและโอกาสใหม่ๆ อย่างเศรษฐกิจชีวภาพ ที่หันมาใช้วัตถุดิบทางการเกษตรทดแทนการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง แม้ประเทศไทยจะไปสั่งให้สงครามหยุดไม่ได้ แต่หากเราปรับตัวให้เร็ว วิกฤติครั้งนี้ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดดและเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน"





