วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'ชนะ ภูมี' กางสูตรดัน SME แตะ 50% ของ GDP ปั้น Smart Green Industry หนุนแข่งขันโลก

'ชนะ ภูมี' กางสูตรดัน SME แตะ 50% ของ GDP ปั้น Smart Green Industry หนุนแข่งขันโลก

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี จัดเสวนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในหัวข้อ “ก้าวกระโดดเพื่อความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมไทย” ว่า ทิศทางการฟื้นเศรษฐกิจไทยและการยกระดับอุตสาหกรรมในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนสูง โดยเฉพาะแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะ SME ซึ่งถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่กลับมีอัตราการเติบโตค่อนข้างจำกัดตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน SME มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 35% เท่านั้น

เป้าหมายสำคัญของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมกันผลักดันให้สัดส่วน SME เพิ่มขึ้นเป็น 50% ของ GDP ซึ่งหมายถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากระดับปัจจุบันไปสู่ประมาณ 9 ล้านล้านบาท จาก GDP รวมของประเทศที่อยู่ราว 18 ล้านล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องยกระดับ ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ของภาคธุรกิจไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย  2 เท่า เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

นายชนะ กล่าวว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญในการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคือการบริหารจัดการ สินค้าทุน (Capital Goods)ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศในมูลค่าสูงถึงประมาณ 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี หากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนเม็ดเงินที่เคยไหลออกนอกประเทศเพียง 30% ให้กลับมาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ จะเท่ากับมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 3 ล้านล้านบาท

เม็ดเงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะช่วยปิดช่องว่าง (Gap) ของเศรษฐกิจ และผลักดันให้สัดส่วน SME เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ของ GDP ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“สินค้าทุนคือโอกาสสำคัญของประเทศ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนการนำเข้าให้กลายเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศได้ เศรษฐกิจไทยจะเกิดการหมุนเวียนของมูลค่าเพิ่มมหาศาล และ SME จะได้รับประโยชน์โดยตรง” นายชนะ กล่าว

นายชนะ กล่าวว่า โมเดลความสำเร็จของ “สระบุรี Sandbox” ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านด้านสินค้าทุน หนึ่งในโครงการสำคัญคือการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจาก ถ่านหินกว่า 4 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท ไปสู่พลังงานและเทคโนโลยีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่หลายร้อยราย ได้เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม การผลิตอุปกรณ์ และบริการด้านพลังงาน

โมเดลดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของการสร้าง ระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (Industrial Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว นายชนะเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนผ่าน 3 วงล้อเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่

1. Long-term Strategic Industry การกำหนดอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ประเทศไทยต้องการพัฒนา เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต

2. Infrastructure การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์ พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

3. Smart Green Industry การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมให้มีความฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนา Smart City ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และดึงดูดนักท่องเที่ยว

นายชนะ กล่าวว่า ภาคเอกชนมีแผนทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล 11 กลุ่ม จากทั้งหมด 48 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะเปลี่ยนแนวคิดจากการจับคู่ธุรกิจแบบเดิม ไปสู่การ Mapping ทักษะ (Skills Mapping) เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในหลายด้าน เช่น 1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2. อุตสาหกรรมยานยนต์ 3. อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งการนำทักษะและองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมเหล่านี้มาผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงจังหวะสำคัญที่จะสามารถดึงดูดเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากเพียงความร่วมมือไปสู่การ “ลงมือทำจริง” ผ่านโมเดล Public Private People Partnership (PPPP) ซึ่งภาคเอกชนจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

“วันนี้ไม่ใช่แค่วันที่เราพูดถึงความร่วมมือ แต่คือวันที่เราต้องก้าวไปข้างหน้าและลงมือทำทันที เราต้องขอนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสินค้าทุน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายชนะ กล่าว