บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี จัดเสวนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เติบโต” ว่า ทิศทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุค New Normal จำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืน และกติกาการค้าใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry และสร้างการยอมรับจากชุมชนควบคู่กันไป
ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีภาคบริการเป็นสัดส่วนสูงสุด 60% ของ GDP ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 29.7% และภาคเกษตรกรรม 8.7% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัวพบว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ามากที่สุด โดยใช้แรงงานเพียง 22% ของประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรใช้แรงงานมากถึง 34% แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ปัจจุบันประกอบด้วย อุตสาหกรรมอาหาร คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของภาคการผลิต ส่งผลให้ 3 อุตสาหกรรมหลักนี้มีสัดส่วนรวมเกือบครึ่งหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ยังเป็นอีกกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 35% ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มบทบาทให้สูงขึ้นในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่ SME มีสัดส่วนสูงถึง 60-68%
นายณัฐพล กล่าวว่า แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health & Environment) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับกติกาการค้าโลกใหม่ ที่ใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการค้า เช่น กรณีมาตรการ IUU Fishing ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมห้องเย็นในภาคใต้ของไทย จนทำให้กิจการลดลงอย่างมาก โดยปัจจุบันเหลือเพียง 10% จากเดิมที่เคยมี 100%
นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดึงฐานการผลิตระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังแข่งขันกับไทยอย่างเข้มข้นในการเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค
กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยผ่าน 4 มิติหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่
1. Smart Industry ผลักดันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, Robotics และ Automation** เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรของภาคธุรกิจ
2. Community Acceptance สร้างความสมดุลระหว่างโรงงานกับชุมชน ผ่านแนวคิด Public-Private-People Partnership เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
3. Global Standards ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับกติกาสากล โดยเฉพาะเรื่อง Green Supply Chain มาตรฐานแรงงาน และความปลอดภัย
4. Income Distribution กระจายรายได้จากอุตสาหกรรมสู่ชุมชน โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับ SME
กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำมาตรการ “ยึดคืนพื้นที่อุตสาหกรรม”เพื่อจัดระเบียบธุรกิจที่ผิดกฎหมายและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการปราบปรามยางรถยนต์เถื่อน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้มากถึง 80,000 เส้น ซึ่งเป็นสินค้าที่ถูกนำมาปรับสภาพใหม่และจำหน่ายโดยไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code สำหรับตรวจสอบที่มา
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนแยกพระราชบัญญัติโรงงานออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ. โรงงาน โดยเน้นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการ 2. พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม เน้นการควบคุมและบริหารจัดการของเสียอย่างเข้มงวด โดยยึดแนวทางจากโมเดลการจัดการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น
ในด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยสนับสนุน SME ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดให้พื้นที่นิคมฯ ประมาณ 5% ต้องจัดสรรให้ SME เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น SCG, ปตท. และมิตรผล
พร้อมกันนี้ยังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 2. Biofield จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย 3. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 4. อุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งไทยเป็นผู้ใช้รายใหญ่แต่ยังไม่สามารถผลิตเองได้
อีกหนึ่งความสำเร็จที่กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันคือ การลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยในอดีตประเทศไทยมีอัตราการเผาอ้อยสูงถึง 60-63% ของพื้นที่เพาะปลูก ก่อนจะลดลงเหลือ 10-14% ในช่วงปีที่ผ่านมา
ล่าสุดค่าเฉลี่ยการเผาอ้อยทั้งปีลดลงเหลือเพียง 2.7% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นในพื้นที่เพาะปลูก และสามารถนำไปขยายผลสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต
"โลกอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเดิมได้อีกต่อไป ถ้าเราทำเหมือนเดิม เราจะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม วันนี้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน และสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งควบคู่กับการยอมรับของสังคม เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง”





