วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

ก.อุตสาหกรรม ดัน Smart Industry จัดระเบียบโรงงานเถื่อน

ก.อุตสาหกรรม ดัน Smart Industry จัดระเบียบโรงงานเถื่อน

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี จัดเสวนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เติบโต” ว่า ทิศทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุค New Normal จำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืน และกติกาการค้าใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry และสร้างการยอมรับจากชุมชนควบคู่กันไป

ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีภาคบริการเป็นสัดส่วนสูงสุด 60% ของ GDP ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 29.7% และภาคเกษตรกรรม 8.7% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัวพบว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ามากที่สุด โดยใช้แรงงานเพียง 22% ของประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรใช้แรงงานมากถึง 34% แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ปัจจุบันประกอบด้วย อุตสาหกรรมอาหาร คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของภาคการผลิต ส่งผลให้ 3 อุตสาหกรรมหลักนี้มีสัดส่วนรวมเกือบครึ่งหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ยังเป็นอีกกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 35% ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มบทบาทให้สูงขึ้นในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่ SME มีสัดส่วนสูงถึง 60-68%

ก.อุตสาหกรรม ดัน Smart Industry จัดระเบียบโรงงานเถื่อน

นายณัฐพล กล่าวว่า แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health & Environment) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับกติกาการค้าโลกใหม่ ที่ใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการค้า เช่น กรณีมาตรการ IUU Fishing ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมห้องเย็นในภาคใต้ของไทย จนทำให้กิจการลดลงอย่างมาก โดยปัจจุบันเหลือเพียง 10% จากเดิมที่เคยมี 100%

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดึงฐานการผลิตระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังแข่งขันกับไทยอย่างเข้มข้นในการเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยผ่าน 4 มิติหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่

1. Smart Industry ผลักดันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, Robotics และ Automation** เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรของภาคธุรกิจ

2. Community Acceptance สร้างความสมดุลระหว่างโรงงานกับชุมชน ผ่านแนวคิด Public-Private-People Partnership เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

3. Global Standards ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับกติกาสากล โดยเฉพาะเรื่อง Green Supply Chain มาตรฐานแรงงาน และความปลอดภัย 

4. Income Distribution กระจายรายได้จากอุตสาหกรรมสู่ชุมชน โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับ SME

กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำมาตรการ “ยึดคืนพื้นที่อุตสาหกรรม”เพื่อจัดระเบียบธุรกิจที่ผิดกฎหมายและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการปราบปรามยางรถยนต์เถื่อน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้มากถึง 80,000 เส้น ซึ่งเป็นสินค้าที่ถูกนำมาปรับสภาพใหม่และจำหน่ายโดยไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code สำหรับตรวจสอบที่มา

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนแยกพระราชบัญญัติโรงงานออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ. โรงงาน โดยเน้นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการ 2. พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม เน้นการควบคุมและบริหารจัดการของเสียอย่างเข้มงวด โดยยึดแนวทางจากโมเดลการจัดการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ในด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยสนับสนุน SME ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดให้พื้นที่นิคมฯ ประมาณ 5% ต้องจัดสรรให้ SME เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น SCG, ปตท. และมิตรผล 

พร้อมกันนี้ยังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 2. Biofield จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย 3. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 4. อุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งไทยเป็นผู้ใช้รายใหญ่แต่ยังไม่สามารถผลิตเองได้

อีกหนึ่งความสำเร็จที่กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันคือ การลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยในอดีตประเทศไทยมีอัตราการเผาอ้อยสูงถึง 60-63% ของพื้นที่เพาะปลูก ก่อนจะลดลงเหลือ 10-14% ในช่วงปีที่ผ่านมา

ล่าสุดค่าเฉลี่ยการเผาอ้อยทั้งปีลดลงเหลือเพียง 2.7% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นในพื้นที่เพาะปลูก และสามารถนำไปขยายผลสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต

"โลกอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเดิมได้อีกต่อไป ถ้าเราทำเหมือนเดิม เราจะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม วันนี้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน และสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งควบคู่กับการยอมรับของสังคม เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง”