"สันติ" สั่งการเข้ม! รุก 6 มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง สถานการณ์ผันผวน หลังมีรายงานบางจุดขาดน้ำมัน สั่งลงพื้นที่ตรวจสอบขาดแคลนหรือกักตุน
วันนี้ (9 มี.ค.) นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่าได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
นายสันติกล่าวว่าการประชุมในครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง และยังไม่ทราบว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งสถานการณ์นี้จะกระทบกับราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้าอุปโภคและบริโภคของประชาชน ดังนั้นจึงมีการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด (คคบ.ประจำจังหวัด) เพื่อมอบนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศให้ไม่ได้รับผลกระทบ
นายสันติเปิดเผยว่าสถานการณ์ปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบชัดเจน โดยมีการรายงานการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ เช่น ในจังหวัดพังงา ซึ่งตนได้รับรายงานโดยตรง และตอนนี้มีรายงานการขาดแคลนของน้ำมันดีเซล ที่ได้รับรายงานว่าเริ่มขาดแคลนในกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกและรถขนาดใหญ่ที่ใช้ในภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายรายประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนการดำเนินงานติดขัด
นอกจากนี้ยังพบความผันผวนของ ราคาทองคำในกรุงเทพฯ ที่พบว่าส่วนต่างราคารับซื้อกับราคาขายออกพุ่งสูงขึ้นถึง 2,000 บาทจากในช่วงปกติไม่เกิน 200 บาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันแรกๆ ของสงคราม ซึ่งทาง สคบ. ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตรวจสอบทันที
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าในวันนี้ได้สั่งการ มาตรการด่วน ปิดช่องโหว่ฉวยโอกาส รัฐบาลได้กำหนดมาตรการ 6 ข้อ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด นำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
1. เพิ่มสายด่วน สคบ. อีก 10 คู่สาย และให้แต่ละจังหวัดเปิดคู่สายด่วนเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของพื้นที่
2. เพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ถังก๊าซหุงต้ม และควบคุมราคาค่าไฟฟ้าในหอพัก/ที่พักอาศัย ไม่ให้เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย
3. ขอความร่วมมือร้านค้าให้รับชำระทั้งเงินสด บัตรเครดิต และแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันปัญหาหากระบบใดระบบหนึ่งขัดข้อง
4. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มหรือผู้ขายได้จดทะเบียนการตลาดแบบตรงกับ สคบ. หรือไม่ เพื่อป้องกันการหลอกลวง
5. ตรวจสอบการติดฉลากราคาทองรูปพรรณให้ถูกต้องและชัดเจนก่อนการซื้อขาย เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง
6. เร่งให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิ คุณภาพ และมาตรฐานสินค้า เพื่อให้ตัดสินใจบริโภคได้อย่างปลอดภัย
นายสันติกล่าวต่อว่าได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ดุลพินิจในการสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควรให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมบูรณาการร่วมกับกรมการค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรวจสอบต้นทุนสินค้าให้เป็นธรรม”
"เราไม่ทราบว่าสถานการณ์สงครามจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้วิกฤตโลกกลายเป็นช่องทางให้ใครเอาเปรียบผู้บริโภคไทย ทุกมาตรการที่กำหนดวันนี้คือการสร้างหลักประกันความมั่นใจให้กับประชาชน" นายสันติ กล่าว





