วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

ย้อนวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน รัฐอุ้มราคาน้ำมัน สูญรายได้ภาษีแสนล้าน

ย้อนวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน รัฐอุ้มราคาน้ำมัน สูญรายได้ภาษีแสนล้าน

สงครามตะวันออกกลาง ที่เกิดการปะทุครั้งใหม่กำลังนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และสร้างความกังวลระลอกใหม่ต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งล่าสุดได้นำไปสู่ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อ เส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า ปัจจัยเสี่ยงนี้เตรียมผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น และย่อมส่งผลกระทบชิ่งกระเพื่อมต่อเนื่องไปถึงอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ ตลอดจนภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"กรุงเทพธุรกิจ" ชวนย้อนดูบทเรียนการดำเนินนโยบายของภาครัฐในอดีต ที่เคยใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีกในประเทศเพื่อลดแรงกระแทก อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวอาจถูกจัดให้เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับการรับมือวิกฤติรอบใหม่นี้ เนื่องจากบทเรียนในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนมหาศาลที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียรายได้ของรัฐหลักแสนล้านบาท

สงครามทำราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง

หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2565 วิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและผันผวนอย่างหนัก โดยในช่วงเดือน ก.พ. 2565 ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัสปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่สถานการณ์จะปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. ถึง ก.ค. 2565 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นไปเฉลี่ยที่ 104 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเวสต์เท็กซัสทะลุ 101 ถึง 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แม้ราคาจะมีการอ่อนตัวลงบ้างในช่วงปลายปี 2565 แต่ก็กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งที่ระดับ 89 ถึง 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือน ก.ย. 2566 สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้รัฐบาลไทยต้องเร่งใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับมาตรการทางภาษีเพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้กระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง 

ย้อนมติครม. หั่นภาษีอุ้มดีเซล

เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจนใกล้ถึงขีดจำกัด คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงต้องงัดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลมาใช้กดราคาหน้าสถานีบริการ โดยมีการอนุมัติมติคณะรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 8 ครั้งในช่วงปี 2565 ถึง 2566 ได้แก่

1. มติ ครม. 15 ก.พ. 2565: นับเป็นครั้งแรกที่มีการลดภาษีดีเซล 3 บาทต่อลิตร จากเดิม 6.44 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 17,100 ล้านบาท 

2. มติ ครม. 17 พ.ค. 2565: ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ฯ ครม. จึงยกระดับการลดภาษีเป็น 5 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านบาท 

3. มติ ครม. 12 ก.ค. 2565: ขยายเวลาลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 2 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านบาท 

4. มติ ครม. 13 ก.ย. 2565: ขยายเวลาลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 2 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านบาท 

5. มติ ครม. 15 พ.ย. 2565: ขยายเวลาลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 2 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านบาท 

6. มติ ครม. 17 ม.ค. 2566: ขยายเวลาลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ลากยาว 4 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 40,000 ล้านบาท

7. มติ ครม. 14 มี.ค. 2566: ขยายเวลาลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 2 เดือน รัฐสูญเสียรายได้ 20,000 ล้านบาท ก่อนจะสิ้นสุดมาตรการเนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ

8. มติ ครม. 13 ก.ย. 2566: ภายใต้รัฐบาลใหม่ นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน ได้กลับมาลดภาษีดีเซลอีกครั้งที่อัตรา 2.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน (ก.ย. - ธ.ค. 66) รัฐสูญเสียรายได้ 15,000 ล้านบาท 

การดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานด้วยการลดภาษีสรรพสามิตตลอดระยะเวลาปี 2565 ถึง 2566 รวมถึงการลดภาษีครั้งที่ 9 ในช่วงต้นปี 2567 อีก 1 บาทต่อลิตร ได้ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีรวมทั้งสิ้นถึง 178,100 ล้านบาท 

นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องรับบทหนักจนติดลบอย่างรุนแรง โดยในช่วงกลางปี 2565 เคยแบกภาระหนี้สินสูงสุดถึงกว่า 1.3 แสนล้านบาท บีบให้รัฐบาลต้องไฟเขียวให้กองทุนฯ กู้ยืมเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องในวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์สงครามอิหร่านในครั้งนี้ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานของโลก อาจสร้างวิกฤติต่อภาคพลังงานที่ใหญ่กว่าสงครามยูเครน และจะเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการวิกฤติราคาน้ำมันรอบใหม่จากฝั่งตะวันออกกลางอย่างไร