กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถก 10 หน่วยงานแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ล้างบางนอมินีพบ 15 บริษัท ส่อนอมินี ส่งหน่วยงานดำเนินการตามกฎหมายแล้ว แจงห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอม ต้นตอราคาผันผวน พร้อมเปิดแผนกู้ระยะสั้น-กลาง เปิดตลาดใหม่ ลดผูกขาด ดันส่งออก-เพิ่มมูลค่า
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ และการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการล้งผลไม้ รวมทั้งรับฟังข้อมูล และการสะท้อนปัญหาในการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการ
โดยเฉพาะปัญหากลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การขึ้นทะเบียนล้ง การใช้แรงงาน การเลี่ยงภาษี และการดำเนินธุรกิจที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และร่วมกันกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างไม่เป็นธรรม เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย
เบื้องต้นตรวจพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ล้งผลไม้) ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี จำนวน 15 บริษัท แยกเป็นในจังหวัดราชบุรี 11 บริษัท สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ จังหวัดละ 1 บริษัท และมีคนไทยที่เชื่อว่าสนับสนุนบริษัทดังกล่าวจำนวน 10 คน มีทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ ซึ่งบางบริษัทตั้งมาแล้ว 5-6 ปี บางบริษัทเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่
ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบพบ กรมได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว คือ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสเอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยหากพบว่ากระทำความผิดจริง มีโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท
ขณะเดียวกันได้พบบุคคลไทยที่เชื่อว่าอาจให้การสนับสนุนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีอีก 10 ราย ซึ่งกรมฯ ก็ได้ส่งให้รายชื่อ และข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้กรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมผันผวนอย่างมาก พบว่า ปัญหาหลักเกิดจากทั้งโครงสร้างการผลิต การตลาด และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ใน 4 ด้าน
1. ห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทย โดยมะพร้าวน้ำหอมไทยแบ่งเป็น 2 ขนาด ได้แก่ ขนาดมาตรฐานส่งออก ราคาหน้าสวนประมาณลูกละ 4–5 บาท น้ำหนักหลังควั่นมากกว่า 1 กิโลกรัม ขนาดตกเกรด ผลลีบเล็ก ไม่สามารถส่งออกได้ ราคาหน้าสวนประมาณลูกละ 2 บาท โดยห่วงโซ่อุปทานเริ่มจากเกษตรกรที่จำหน่ายผลผลิตผ่านการขายปลีกเอง ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือขายให้โรงงาน จากนั้นโรงงานจะคัดแยกและตัดแต่งผลสด หากได้ขนาดมาตรฐานจะส่งออกต่างประเทศ หรือจำหน่ายในประเทศผ่านตลาดค้าส่ง ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า
ส่วนมะพร้าวตกเกรดจะถูกนำไปแปรรูป เช่น เจาะทำเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว หรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและขนมหวาน ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม ขนาดมาตรฐานมีเพียงประมาณ 30% ขณะที่ ผลตกเกรดมีถึง 70% ของผลผลิตทั้งหมด
2. ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม ซึ่งภาคการเกษตรมีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เพิ่มเป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากจาก 532,942 ตัน เป็น 877,681 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด
ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงต่อเนื่อง จาก 9,888 ล้านบาท ในปี 2566 เหลือ 6,456 ล้านบาท ในปี 2568 เมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ จึงทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรมีรายได้ลดลง และขาดทุนในการบำรุงสวน ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตลดลงตามไปด้วย
ด้านตลาดส่งออก โรงงานไทยต้องแบกรับต้นทุนมาตรฐานและภาษีตามกฎหมาย ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ขณะเดียวกันลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อ และบางส่วนหันไปซื้อจากประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดไทยในจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักกว่า 80% ของการส่งออก ลดลงจาก 75% เหลือประมาณ 48%
นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันจาก ทุนต่างชาติ และนอมินี ที่ลงทุนครบวงจร ตั้งแต่การเช่าสวน โรงงาน แพ็กกิ้ง และการส่งออก ทำให้สามารถควบคุมราคาซื้อขายได้ และบางแห่งมีต้นทุนต่ำจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน
ในภาคแปรรูป ยังพบปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น การเติมน้ำตาล แต่งกลิ่น หรือผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่น แต่ระบุว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และกระทบภาพลักษณ์สินค้ามะพร้าวน้ำหอมไทย
3. อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมกำลังเผชิญ 4 วิกฤตสำคัญ ได้แก่ ช่วงผลผลิตขาดตลาด ทำให้ราคาพุ่งสูงและแข่งขันไม่ได้ ช่วงผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ และเกิดภาวะสต๊อกล้นโรงงาน การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ ปัญหาสินค้าปลอมปนที่กระทบคุณภาพ และราคามะพร้าวไทย
4. แนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น และระยะกลาง โดยภาคการเกษตรควรมีระบบบริหารจัดการพื้นที่ปลูก เพื่อป้องกันภาวะผลผลิตล้นตลาด พร้อมสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรดูแลสวน และยกระดับคุณภาพผลผลิต
ภาคการผลิต ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน โครงสร้างผู้ถือหุ้น และการกำหนดราคารับซื้อ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกันต้องจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า เช่น การแยกพิกัดศุลกากรระหว่าง น้ำมะพร้าวแท้ 100% กับน้ำมะพร้าวผสม และปราบปรามสินค้าปลอม เพื่อคุ้มครองสินค้าของแท้
ด้านการตลาด จำเป็นต้องรักษาตลาดส่งออกเดิม พร้อมขยายตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดที่ซบเซา เพื่อเพิ่มคำสั่งซื้อและลดการผูกขาดในระยะยาว รวมถึงส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างชัดเจน โดยราคาหน้าสวนในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของเกษตรกร จึงจำเป็นต้องตรวจสอบโครงสร้างราคาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบการเอาเปรียบจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับมะพร้าวน้ำหอมที่ไม่ได้ขนาดมาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งหาช่องทางระบายผลผลิตในประเทศมากขึ้น ทั้งการเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ต่างๆ และส่งเสริมการนำไปแปรรูปหรือใช้ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และช่วยพยุงราคาผลผลิต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





