ภาวะการค้าระหว่างประเทศ หรือ การส่งออกไทย ปี 68 มีมูลค่าการส่งออกสินค้า 339,635 ล้านดอลลาร์ หรือ 11.138 ล้านล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวถึง 12.9% เทียบกับปี 67 สูงสุดในรอบ 4 ปี จากเป้าหมายขยายตัวเพียง 2-3%
ล่าสุดในการส่งออกในเดือน ม.ค. การส่งออกไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ขยายตัว 24.4% นับเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน
แม้การส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Extreme Polarization และมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และก็ตามแต่การส่งออกไทยยังไปด้วยดี
ส่วนในปี 2569 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า การส่งออกไทยมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยความเสี่ยงสำคัญมาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะทำให้ห่วงโซ่การผลิต และการค้าโลกเปลี่ยนแปลง รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท
แต่ยังมีโอกาสหากเศรษฐกิจฟื้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรง และวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอกนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1% เมื่อเทียบปี 68 มีค่ากลางที่ลบ 1.1 %คิดเป็นมูลรวม 329,106.3-343,371 ล้านดอลลาร์
แต่จากสถานการณ์ล่าสุด ไฟสงครามในตะวันออกกลาง ปะทุขึ้น ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างรุนแรง ทั้งการขนส่งทางเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งแรงและความผันผวนของตลาดเงินและเศรษฐกิจมหภาค กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาการค้าโลกให้มีความเปราะบางมากขึ้น
ทั้งนี้ สนค.วิเคราะห์ว่า ในปี 2568 โครงสร้างการส่งออกของไทยมีการเชื่อมโยงกับตลาดหลักอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดย 5 ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สูงขึ้น จาก 38.8% ในปี 2559 และเฉพาะ 3 อันดับแรกมีสัดส่วนเพิ่มจาก 31.9% เป็น 40.0% ยืนยันความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดกลยุทธ์กระจายตลาด
จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โลกแบ่งขั้ว การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางล้วนเป็นปัญหาใหญ่ต่อการส่งออกของไทย
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผอ. สนค. มองว่า ในโลกยุค Extreme Polarization ประเทศขนาดกลางอย่างไทยกำลังเผชิญแรง กดดันให้กำหนดจุดยืนเชิงนโยบายท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ไทย ในฐานะผู้ส่งออก ไทยจำเป็นต้องดำเนิน ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับโครงสร้างเชิงโครงสร้างของการส่งออก
พาณิชย์จึงได้วางยุทธศาสตร์ "Resilience" (การสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน) เป็นเครื่องมือสำคัญในรับมือการค้าโลกในยุคโลกแบ่งขั้ว โดยเฉพาะปัญหา Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) และการแบ่งขั้วทางการค้า (Decoupling/De-risking) โดยยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ประกอบด้วย
1.การกระจายความเสี่ยง (Diversification): ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ รวมถึงการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพื่อป้องกันปัญหา Supply Chain หยุดชะงัก
2.การใช้ประโยชน์จาก FTA เร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ (เช่น ไทย-EU, ไทย-ยูเออี) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางภาษีและดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มประเทศที่ต้องการย้ายฐานการผลิต
3.การปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่:เน้นการส่งออกสินค้าที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food), สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG Model) และการใช้ Digital Commerce เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
"การรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และทำให้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว"นายนันทพงษ์ กล่าว





