วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

กางโรดแมปปั้นไทย ‘ฮับพลาสติกชีวภาพอาเซียน’ ‘สภาพัฒน์. – OECD’ ชูมาตรการภาษี-ลดต้นทุน สู้ฟอสซิล

กางโรดแมปปั้นไทย ‘ฮับพลาสติกชีวภาพอาเซียน’  ‘สภาพัฒน์. – OECD’ ชูมาตรการภาษี-ลดต้นทุน สู้ฟอสซิล

เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดตัวรายงาน “Implementing the OECD Framework for Industry’s Net-zero Transition in Thailand” เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกของประเทศไทย ไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050

โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ Mr. Johannes Kerner ที่ปรึกษาทูตฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และ Mr. Yuval Laster หัวหน้าฝ่ายการเงิน การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ OECD ร่วมเปิดงาน โดยสาระสำคัญของรายงานมุ่งเน้นไปที่การพัฒนากรอบนโยบายและการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) หรือ “CCS”

โดยข้อค้นพบสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานของ OECD พร้อมทั้งจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) และสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย (TBIA) โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี CCS และการบูรณาการนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับนโยบายบริหารจัดการมลพิษจากพลาสติก เพื่อเสริมสร้างการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ผลการศึกษาของ OECD ระบุว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนานโยบายและเครื่องมือทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อระบบเศรษฐกิจและเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักในภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม รายงานได้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ยังคงประสบปัญหาด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงและข้อจำกัดในด้านขีดความสามารถทางการแข่งขัน จึงได้มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาใช้มาตรการจูงใจทางภาษี มาตรการสนับสนุนทางการเงิน และการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณคาร์บอนและวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้รายงานล่าสุดจากการที่ประเมินภายใต้กรอบการทำงานของ OECD ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางพลาสติกชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2027 และสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศในปี 2050

กางโรดแมปปั้นไทย ‘ฮับพลาสติกชีวภาพอาเซียน’  ‘สภาพัฒน์. – OECD’ ชูมาตรการภาษี-ลดต้นทุน สู้ฟอสซิล

โดยรายงานชี้ปัญหาหลักคือ "ความเสียเปรียบด้านต้นทุน" แม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพสูงกว่าพลาสติกจากฟอสซิลประมาณ 2.5 ถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาดและการลงทุนในอนาคต

เร่งปลดล็อกมาตรการทางการเงินและภาษี (Supply-side)

นอกจากนี้รายงานเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบายด้านอุปทานเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้

1.ยกเว้นภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้าสำหรับไบโอเอทานอล โดยปัจจุบันไบโอเอทานอลที่ใช้ในอุตสาหกรรมต้องเสียภาษีสรรพสามิต 6 บาทต่อลิตร และอากรขาเข้า 80 บาทต่อลิตร ซึ่งหากยกเว้นภาษีเหล่านี้จะช่วยลดส่วนต่างราคาของไบโอเอทิลีนได้อย่างมีนัยสำคัญ

2.การขยายความคุ้มครองจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เสนอให้พิจารณาให้มีการอุดหนุนราคาไบโอเอทานอลสำหรับการใช้งานภาคอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการใช้ในภาคขนส่ง

3. เร่งรัดการใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และพิจารณาจัดเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษพลาสติก (Plastic Pollution Fee) กับพลาสติกจากฟอสซิล เพื่อให้พลาสติกชีวภาพมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับวัสดุเดิม

4.สร้างตลาดรองรับด้วยกลไก "การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว" (Demand-side) เพื่อให้เกิดตลาดที่มั่นคง รายงานเสนอมาตรการกระตุ้นความต้องการใช้ในประเทศ ดังนี้

1)ขยายมาตรการลดหย่อนภาษี (Green Tax Expense): ต่ออายุมาตรการนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพมาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และเสนอให้เพิ่มอัตราจาก 125% เป็น 200% รวมถึงขยายให้ครอบคลุมพลาสติกชีวภาพที่ไม่ย่อยสลายด้วย

2)บังคับใช้กฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (GPP) กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

3) การห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (SUPs) โดยบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้พลาสติกที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้พลาสติกชีวภาพเป็นทางเลือกที่ได้รับยกเว้น โดยสร้างระบบนิเวศเชิงโครงสร้างและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ นอกจากมาตรการทางการเงินแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อวงจรชีวิตของพลาสติกชีวภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาโรงปุ๋ยหมักอุตสาหกรรม (Industrial Composting Facilities) เพื่อให้การย่อยสลายเกิดขึ้นได้จริงตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

กางโรดแมปปั้นไทย ‘ฮับพลาสติกชีวภาพอาเซียน’  ‘สภาพัฒน์. – OECD’ ชูมาตรการภาษี-ลดต้นทุน สู้ฟอสซิล

นอกจากนั้นในเชิงนโยบาย รายงานเสนอให้ไทยจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ที่บูรณาการทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการจัดการมลพิษพลาสติกเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนระยะยาวภายใต้มาตรฐานและการติดฉลากที่เป็นเอกภาพและสอดคล้องกับสากล ด้วยการผสมผสานเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมเข้ากับการสร้างตลาดเชิงรุก ประเทศไทยจะสามารถขับเคลื่อนรูปแบบเศรษฐกิจ BCG และรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน