วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

'ไทย’ รุกหาแหล่งพลังงานใหม่ ชงเจรจาสหรัฐซื้อ LNG ลดเสี่ยงปิดช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’

'ไทย’ รุกหาแหล่งพลังงานใหม่ ชงเจรจาสหรัฐซื้อ LNG ลดเสี่ยงปิดช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’

การจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดเป็นความท้าทายของรัฐบาล เพื่อให้มีแหล่งน้ำมัน และก๊าซเพียงพอ ซึ่งนอกจากการบริหารปริมาณน้ำมันสำรอง การหาแหล่งพลังงานใหม่ภายนอกตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่ประชุมรับทราบแนวโน้มราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับสูงขึ้นตามตลาดโลกจากภาวะอุปทานตึงตัวเนื่องจากแหล่งผลิต และการขนส่งผ่านตะวันออกกลางทำได้ยากขึ้นจากการสู้รบ มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งโรงกลั่น ท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือ 

รวมทั้งอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชไม่ให้เรือแล่นผ่าน ซึ่งยังประเมินไม่ได้ว่าสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ หรือกินเวลาแค่ไหน ดังนั้นไทยต้องหามาตรการรองรับเหตุการณ์

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงพลังงาน ประสานบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หาแหล่งพลังงานเพิ่มทั้งแหล่งน้ำมัน และก๊าซ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพิงตะวันออกกลาง โดยให้รายงานความคืบหน้าภายใน 1 สัปดาห์

“ศุภจี” แนะนำเข้า LNG สหรัฐลดเกินดุลการค้า

แหล่งข่าวระบุว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอว่าการนำเข้า LNG ที่ไทยนำเข้าจากหลายประเทศ ซึ่งหากต้องทำสัญญาเพิ่มนั้นรัฐบาลควรเจรจานำเข้าจากสหรัฐเพื่อลดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อการเจรจามาตรการทางภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐ และเป็นไปตามเงื่อนไขที่เคยเจรจาสหรัฐถึงการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่ม เพื่อลดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ เมื่อปี 2568 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย และสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) โดยภาคพลังงาน ไทยตกลงซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) น้ำมันดิบ และอีเทน มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (170,000 ล้านบาท) ต่อปี

โดยข้อตกลงนี้นอกจากจะเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของสหรัฐในฐานะแหล่งจัดหาพลังงานที่สำคัญของไทย และกำลังเติบโตต่อไปอีกในอนาคต ยังแสดงให้เห็นถึงการที่ไทยพึ่งพา LNG ในอนาคตด้วย

'ไทย’ รุกหาแหล่งพลังงานใหม่ ชงเจรจาสหรัฐซื้อ LNG ลดเสี่ยงปิดช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’

เล็งเพิ่มสัญญาแหล่งสหรัฐ-แอฟริกา

แหล่งข่าวกล่าวว่า แนวทางเบื้องต้นจะเพิ่มสัดส่วนจากประเทศคู่ค้าที่ไทยนำเข้าอยู่แล้ว เช่น สหรัฐ และกลุ่มแอฟริกาตะวันตก (West Africa) รวมถึงเร่งเจรจาทำสัญญาเพิ่มเติมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และบรูไน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันจะเข้ามาต่อเนื่อง

แหล่งข่าวกล่าวยอมรับว่าหากเป็นการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากน้ำมันดิบแต่ละแหล่งมีคุณภาพ และองค์ประกอบแตกต่างกัน โรงกลั่นอาจต้องปรับกระบวนการผลิตส่งผลต่อต้นทุน 

นอกจากนี้ การขนส่งจากแหล่งที่ไกลขึ้นยังทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้านคลังสำรองก็เป็นอุปสรรค หากจะเพิ่มปริมาณสำรองจากระดับ 60 วันตามนโยบายรัฐ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง และผู้ค้าน้ำมันไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงสต๊อกน้ำมันราคาแพง

ทั้งนี้เมื่อปี 2568 ผู้บริหารกระทรวงพลังงานของไทย พร้อมบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) ได้เดินทางไปรัฐอะแลสกา เพื่อหารือการพัฒนาโครงการ Alaska LNG และจัดหาก๊าซธรรมชาติในราคาที่เหมาะสม

ต่อมาวันที่ 23 มิ.ย.2568 ปตท.ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการศึกษา (Joint Study Agreement) กับ Glenfarne Group ซึ่งเป็นเจ้าของ และผู้พัฒนาโครงการ Alaska LNG เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหา LNG ระยะยาวจากโครงการ ในปริมาณ 2 ล้านตัน/ปี เป็นเวลา 20 ปี

กกพ.นำเข้า Spot LNG เพิ่ม 3 เที่ยวเรือ

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ.ประเมินสถานการณ์ และผลกระทบจากความไม่สงบสงครามอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อวางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง และรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ได้ปรับแผนการจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม 3 เที่ยวเรือ มีกำหนดส่งมอบในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.2569

“ภายหลัง กกพ.หารือชิปเปอร์เกี่ยวกับการจัดหา LNG เพิ่มเติม พบว่าแหล่งก๊าซบางส่วนอยู่พื้นที่เสี่ยง และเส้นทางขนส่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง”

กองทุนน้ำมันควักวันละ 400 ล้านอุ้มดีเซล

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ราคาดีเซลตลาดโลกเพิ่มขึ้นรุนแรง ล่าสุดทะยานขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่กรอบ 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันวันละ 400-450 ล้านบาท 

ขณะที่สถานะเงินสดกองทุนฯ เหลืออยู่ 27,000 ล้านบาท และหนี้จากการกู้ยืมราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากยังคงอุดหนุนในระดับดังกล่าว จะสามารถพยุงราคาได้เพียงราว 15 วันเท่านั้น หลังจากนั้นหากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐอาจต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น เพราะกองทุนฯ มีภาระหนี้เงินกู้อีกเกือบ 30,000 ล้านบาท ใกล้เคียงระดับเงินสดที่มี

ไทยนำเข้าพลังงานผ่านฮอร์มุซ 40%

ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยพลังงานมากกว่า 90% ของการใช้ทั้งหมดจากการนำเข้า สัดส่วนการนำเข้าที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ 40% ของปริมาณใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ไทยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับ 1 ขณะที่สหรัฐเป็นอันดับ 2 มีสัดส่วนมากกว่า 10% ส่วนแหล่งที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก เช่น ไนจีเรีย

ปริมาณสำรองน้ำมันรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 60 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน, working stock 13 วัน และน้ำมันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของไทยซึ่งกำลังขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีก 22 วัน ที่ทยอยเดินทางเข้าสู่ประเทศ

จี้ประหยัดพลังงาน-เสนอคืนชีพ WFH

“ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น” แหล่งข่าวกล่าว

นอกเหนือจากมาตรการด้านราคาแล้ว แหล่งข่าว มองว่า รัฐบาลควรผลักดันมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เช่น การส่งเสริมใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือการนำมาตรการ Work From Home กลับมาใช้เช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 เพื่อลดการใช้น้ำมันในภาพรวม เนื่องจากวิกฤติครั้งนี้เป็นผลกระทบในระดับโลก ซึ่งการรณรงค์ให้ร่วมกันประหยัดเป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด

ค่าขนส่งสหรัฐมาเอเชียพุ่งต้นทุนเพิ่ม 20%

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการขนส่งน้ำมันจาก “สหรัฐ” มายัง “เอเชีย” เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกันการเจรจาในบางดีลก็กำลังล้มเหลวเนื่องจากราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากบริษัทบอลติก เอ็กซ์เชนจ์ ในลอนดอนเมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 ระบุว่า ราคาค่าขนส่งน้ำมันจำนวน 2 ล้านบาร์เรลจากสหรัฐไปจีน เพิ่มสูงขึ้นกว่า 29 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน

ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้ ทำให้ราคาค่าขนส่งน้ำมันมีต้นทุนอยู่ที่ 14.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถ้าเทียบกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ของวานนี้ เท่ากับว่าเฉพาะ ‘ค่าขนส่ง’ อย่างเดียว ก็กินส่วนต่างไปเกือบ 20% ของราคาน้ำมันแล้ว

ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ.69 และขยายวงกว้างไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมายังเอเชีย

สถานการณ์นี้ทำให้เอเชียจะต้องหันไปพิจารณาซื้อน้ำมันจากสหรัฐแทน โดยความต้องการน้ำมันจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเกรดต่างๆ ของสหรัฐ เช่น Mars Blend พุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังไม่แน่ใจว่ากระแสการพุ่งขึ้นของราคานี้จะยืนระยะได้นานแค่ไหน เพราะในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณว่าดีลการจองเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ หลายดีลในแถบชายฝั่งอ่าวสหรัฐเริ่มถูกยกเลิกหรือล้มเหลว

ดีล PTT ล่ม หลังค่าระวางเรือแพงเกิน

มีรายงานจากโบรกเกอร์เดินเรือ ระบุว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ของไทย ได้ทำดีลจองเรือล่วงหน้าในราคาสูงถึง 29 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท

แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Tankers International ชี้ว่าดีลดังกล่าวได้ล่มลงในภายหลัง ซึ่งเหตุการณ์ “ดีลล่ม” เช่นนี้มักเกิดขึ้นเป็นปกติเมื่อราคาค่าเช่าเรือขยับขึ้นเร็วเกินไปจนผู้เช่ารับต้นทุนไม่ไหว

ขณะเดียวกัน ค่าระวางเรือสำหรับเส้นทางขนส่งหลักจากตะวันออกกลางไปจีน ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 475,000 ดอลลาร์ต่อวัน หรือราว 17 ล้านบาทต่อวัน แต่จำนวนการจองจริงกลับมีน้อยมากเพราะช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดอยู่ในขณะนี้ เรือบรรทุกน้ำมันที่พร้อมใช้งานนั้นหายากมาก จนผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่ารายวันในราคาที่สูงพอ ๆ กับการเช่าแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์