วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ราคาปุ๋ยเคมี’ส่อพุ่งสูงปมภัยสงคราม ‘สศก.’เร่งวิเคราะห์ต้นทุน‘เกษตรกร’

‘ราคาปุ๋ยเคมี’ส่อพุ่งสูงปมภัยสงคราม  ‘สศก.’เร่งวิเคราะห์ต้นทุน‘เกษตรกร’

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณ 4.5 ล้านตันต่อปี สัดส่วนการนำเข้าถึง 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยแหล่งนำเข้าสำคัญได้แก่ อันดับ 1 จีน ปริมาณ 1.09 ล้านตัน อันดับ 2 ซาอุดีอาระเบีย ปริมาณ 7.2 แสนตัน

อันดับ 3 รัสเซีย-เบลารุส ปริมาณ 7.1 แสนตัน อันดับ 4 ปริมาณ โอมาน  ปริมาณ 3.67 แสนตัน อันดับ 5 เกาหลี  ปริมาณ 3.32 แสนตัน อันดับ 6 แคนาดา  ปริมาณ 3.27 แสนตัน ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้ารวมเฉลี่ยปีละ  5-6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย ซึ่งพบว่าปาล์มน้ำมันมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด  ขณะที่นาข้าวมีพื้นที่เพาะปลูกสูงสุด โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปีปี 2568/69 สศก. (คาดการณ์ข้อมูล ณ ต.ค.2568 ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 61.341 ล้านไร่ ขณะที่การปลูกข้าวนาปรัง ปี 2569 สศก. คาดการณ์เนื้อที่เพาะปลูก 12.863 ล้านไร่ แม้เนื้อที่เพาะปลูกทั้งสองฤดูกาลจะลดลงแต่ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวยังมีอัตราที่สูง และเป็นต้นทุนสำคัญของการทำนา ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพ.ค. นี้ ยังไม่นับรวมพืชเศรษฐกิจอื่นๆที่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมีอีกมาก ดังนั้นหากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไร้ทางออกปัญหาปุ๋ยราคาแพงอาจเป็นเรื่องน่าปวดหัวของรัฐบาลและเกษตรกรไทยต่อไป 

ปลัดเกษตรสั่งวิเคราะห์ต้นทุนเกษตรกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ติดตามและประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าภาคการเกษตรของไทยอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร รวมไปถึงทั้งสารเคมีทางการเกษตร และวัตถุสำหรับผลิคปุ๋ย ตลอดจนต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลก็ได้มีการประชุมเตรียมการในภาพรวมเพื่อดูแลสถานการณ์แล้ว โดยมาตรการดูแลราคาน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ได้แบ่งแนวทางการติดตามออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การประเมินผลกระทบต่อการส่งออก ปัจจุบันไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตะวันออกกลางสูงถึงปีกว่า 70,000 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าเฝ้าระวังสำคัญประกอบด้วย ข้าว, ปลาทูน่ากระป๋อง ,ผลิตภัณฑ์ยางพารา ,รวมถึงกลุ่มอาหารปรุงแต่ง , อาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัข-แมว) สับปะรดแปรรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ชิ้นเนื้อไก่แช่แข็ง และซอสปรุงรส ล้วนเป็นสินค้าหลักที่มีสัดส่วนในตลาดดังกล่าวสูง หากเส้นทางเดินเรือมีปัญหาหรือค่าประกันภัยสินค้าพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและราคาสินค้าโดยตรง

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบจากราคาพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยการผลิต เช่น สารเคมี และปุ๋ย กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่ติดตามร้านค้าและแหล่งจำหน่ายปุ๋ยทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาซ้ำเติมต้นทุนเกษตรกร และ ประเด็นด้านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้นจนกระทบต่อการค้าต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินที่เกิดจากสภาวะความขัดแย้ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

และพร้อมประเมินเชิงลึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการช่วยเหลือและราคาสินค้าเกษตรในกรณีที่ได้รับผลกระทบ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯบอกอีกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ และคาดหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายโดยเร็ว เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม

ผู้ค้าปุ๋ยชี้เทรนด์ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น

นายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช  นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย กล่าวว่า ในเรื่องผลกระทบต่อสินค้าเกษตรเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามหลังจากนี้ คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น -ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่เลี่ยงไม่ได้ สำหรับผลกระทบต่อราคาปุ๋ยเคมี นั้นในขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าราคาปุ๋ยยูเรียจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตลาดเพิ่งเริ่มรับรู้สถานการณ์

     อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นเมื่อเกิดผลกระทบต่อ“ราคาน้ำมัน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังค่าขนส่ง และค่าขนถ่ายสินค้าต่าง ๆ ในส่วนของวัตถุดิบแม่ปุ๋ยนั้น ยอมรับว่าอย่างไรต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากสถานการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก จึงยังไม่มีข่าวการขยับตัวของราคาที่ชัดเจนในปัจจุบันนี้

     " ทุกอย่างยังคงต้องรอการประเมินสถานการณ์เป็นระยะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทางสมาคมฯ ได้มีการเตรียมการมาในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งเพิ่งเกิดขึ้นจึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าปุ๋ยจะเพียงพอหรือไม่ ผมขอใช้คำง่ายๆ ว่า เราต้องประเมินสถานการณ์ต่อไป เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่วัน การพิจารณาผลกระทบต้องดูตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างใกล้ชิด”

ยูเรียตลาดโลกพุ่งแล้วเฉียด50%

ข้อมูลจาก TRADING ECONOMICS เปิดเผยถึงราคายูเรียปรับตัวสูงขึ้นเป็น 590 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 เพิ่มขึ้น 11.01% จากวันก่อนหน้า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยราคายูเรียเพิ่มขึ้น 30.68% และเพิ่มขึ้น 49.37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

สำหรับยูเรียเป็นสารที่ใช้กันทั่วไปในภาคเกษตรกรรม ทั้งในฐานะปุ๋ยและสารเติมแต่งอาหารสัตว์ หน้าที่หลักของปุ๋ยยูเรียคือการให้ไนโตรเจนแก่พืชเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบสีเขียวและทำให้พืชดูเขียวชอุ่ม ยูเรียยังช่วยพืชในการสังเคราะห์แสงด้วย

 สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายูเรียมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CBOT) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับยูเรียเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้บริโภครายใหญ่ และนักเก็งกำไร สามารถชดเชยหรือรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของยูเรียที่ถือครองไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ราคาของยูเรียที่แสดงใน Trading Economics อ้างอิงจากเครื่องมือทางการเงินแบบซื้อขายกันนอกตลาด ( on over-the-counter :OTC) และสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (contract for difference :CFD)

จากสถานการณ์โครงสร้างวัตถุดิบปุ๋ยเคมี มีแนวโน้มว่า ราคาปุ๋ยขั้นทุดท้ายที่มาถึงประเทศไทย มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมากซึ่งนั่นหมายถึงต้นทุนของเกษตรกรไทยที่จะเพิ่มขึ้นด้วย 

คาดดีมานด์การใช้งานปี69 ลดลง

ข้อมูลจากศูนย์วิจับกสิกรไทย ระบุว่า ตลาดปุ๋ยเคมีแข่งขันสูงจากผู้เล่นมากราย โดยมีรายกลาง-ใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นหลักปัจจุบันตลาดปุ๋ยเคมีแข่งขันสูงจากผู้เล่นจำนวนมากกว่า 685 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นรายเล็ก ซึ่งจะแข่งขันได้ยาก 

สำหรับปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุม ทำให้ราคาจำหน่ายในประเทศปรับขึ้นได้จำกัดยอดขายปุ๋ยเคมีของไทยในปี2569คาดอยู่ที่94,627ล้านบาทในปี 2569 ยอดขายปุ๋ยเคมีไทย คาดว่าจะโตได้เพียงเล็กน้อยที่ 0.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่โต1.5% 

ในส่วนราคาปุ๋ยเคมีในปัจจุบัน (ปี 2568-2569) ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อกระสอบ (50 กก.) ประมาณ 575-1,320 บาทขึ้นอยู่กับสูตรและตราสินค้า ตัวอย่างราคาปุ๋ยเคมี (ราคาประมาณการ) ยูเรีย (46-0-0) ราคา 575 - 930 บาท/กระสอบ

สูตร 15-15-15 ราคา 1,000 - 1,320 บาท/กระสอบ ,สูตร 16-20-0 ราคา 890 - 980 บาทกระสอบ,สูตร 16-8-8  ราคา 800 - 950 บาท/กระสอบ ทั้งนี้ราคาขายจริงจะขึ้นกับพื้นที่และค่าขนส่งปัจจุบัน 

‘ราคาปุ๋ยเคมี’ส่อพุ่งสูงปมภัยสงคราม  ‘สศก.’เร่งวิเคราะห์ต้นทุน‘เกษตรกร’