สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดการประกวดรางวัลอิศรา อมันตกุล "กรุงเทพธุรกิจ" คว้ารางวัลชมเชย จากข่าว "มรสุมทุนจีน โมเดลทุบธุรกิจไทย ป้องกันระเบิดเวลาเศรษฐกิจ"
มูลนิธิอิศรา อมันตกุล และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดการประกวดรางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าวยอดเยี่ยมจากสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ และประเภทภาพข่าวยอดเยี่ยมจากสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ ประจำปี 2567 โดยมีการประกาศผลและมอบรางวัลในวันที่ 5 มี.ค.2569 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ
นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล เป็นผู้มอบโล่และเงินรางวัล ประกอบด้วย
1.รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าวยอดเยี่ยมสำหรับสื่อหนังสือพิมพ์ไม่มีผลงานข่าวใดได้รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่มีรางวัลดีเด่น 1 รางวัลได้แก่ข่าวคดีประวัติศาสตร์การเมือง ฮั้วเลือก สว.67 มลทินเส้นทางอำนาจสภาสูง (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)
รวมทั้งรางวัลชมเชย 2 รางวัลได้แก่ข่าวมรสุมทุนจีน โมเดลทุบธุรกิจไทย ป้องกันระเบิดเวลาเศรษฐกิจ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ) และข่าวเปิดโปงขบวนการCar Scams โกงรถส่งขายชายแดน (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
2.รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าวยอดเยี่ยมจากสื่อออนไลน์รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัลได้แก่ข่าวเปิดโปง‘ยิม เลียก - เบน สมิธ’ สัมพันธ์ลึก ‘ทักษิณ-ธรรมนัส’ ก่อน ปปง.อายัดหมื่นล้านเครือข่ายสแกมเมอร์ (สำนักข่าวอิศรา)
รางวัลชมเชย 2 รางวัลได้แก่ข่าวขุมทรัพย์“ไชน่า เรลเวย์” แกะรอยผู้ถือหุ้นจีน-ไทย สร้างอาคาร สตง.(สำนักข่าวไทยพีบีเอส) และข่าวเขมือบป่า-ขุดภูเขากระชากหน้ากากนายทุน เย้ยกฎหมายปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ (เดลินิวส์ออนไลน์)
3.รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าวยอดเยี่ยมจากสื่อหนังสือพิมพ์ โดยรางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัลได้แก่ภาพสายรุ้งเหนือสมรภูมิประชาธิปไตย ถ่ายโดย นายธนัท ชยพัทธฤทธี (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
รางวัลชมเชย 2 รางวัลได้แก่ภาพรื้อซากตึก ถ่ายโดย นายจุมพล นพทิพย์ (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์) และภาพคุณพระช่วย ถ่ายโดย นายพิษณุ ล้อมวงษ์โสภณ (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
4.ประเภทภาพข่าวยอดเยี่ยมสำหรับสื่อออนไลน์รางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ภาพหลังจากนี้พ่อไม่ได้ติดต่อกลับแล้วนะ ถ่ายโดย นายสมศักดิ์ เนตรทอง (PPTV online)
รางวัลชมเชย 2 รางวัลได้แก่ภาพไม่เหลืออะไรเลย ถ่ายโดย นายอดิศร ฉาบสูงเนิน (สำนักข่าวไทยพีบีเอส) และภาพคำถามมากมายใต้ซากตึก สตง. ถ่ายโดย นายเมธิชัย เตียวนะ (The101.world)
"ข่าวมรสุมทุนจีน โมเดลทุบธุรกิจไทย ป้องกันระเบิดเวลาเศรษฐกิจ" จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้ระบุถึงการเข้ามาของทุนจีนส่งผลกระทบวงกว้างต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทย โดยได้รวบรวมข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพผลกระทบองทุนจีนที่แทรกตัวในหลายธุรกิจของไทย
ทั้งนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะอีคอมเมิร์ซ แต่กระจายตัวหลายธุรกิจทั้งภาคการผลิต การค้าและบริการ โดยมี Business Model แยบยลเลี่ยงกฎหมายไทย รวมถึงบางรูปแบบไม่พึ่งนอมินี ซึ่งกฎหมายไทยวิ่งตามโมเดลธุรกิจดังกล่าวไม่ทันจนเกิดเป็นผลกระทบต่อธุรกิจไทย
การนำเสนอของ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นโมเดลธุรกิจที่กระทบผู้ประกอบการไทยหลายลักษณะ คือ
1.การลงทุนผ่านบริษัทสิงคโปร์เพื่อเลี่ยงการเป็นบริษัทจีน โดยทุนจีนสวมเป็นบริษัทสิงคโปร์ และปี 2563-2567 พบความผิดปกติเมื่อบริษัทสิงคโปร์ยื่นเพิ่มต่อเนื่อง และปี 2567 สูงอันดับ 1 มูลค่า 357,540 ล้านบาท รวม 305 โครงการ เพื่อป้องกันถูกกีดกันการค้าและกำแพงภาษีหลังสงครามการค้าเริ่มต้นตั้งแต่สมัยทรัมป์ 1.0
ปัญหานี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องมีกลไกให้บริษัทไทยถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเหล่านี้ โดยให้เป็นพันธมิตรธุรกิจกับบริษัทไทย หรือจดเป็นบริษัทร่วมทุน เพื่อให้เป็นบริษัทสัญชาติไทยหรือบริษัทที่ไทยถือหุ้นใหญ่ โดยอาจให้สิทธิประโยชน์เพิ่มในส่วนที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการ
2.อีคอมเมิร์ซไทยถูกกินรวบด้วยแพลตฟอร์มต่างชาติและสินค้าจีนทะลัก ทำให้ผู้ค้าไทยเสียสิทธิเข้าถึงข้อมูลลูกค้า และแพลตฟอร์มมีอำนาจขึ้นค่าธรรมเนียมโดยขาดการควบคุมจากภาครัฐ การทะลักของสินค้าจีนทำให้ผู้ค้าออนไลน์ในไทยต้อง “ยอมจำนน”
ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยมีมูลค่า 6.8 แสนล้านบาท แพลตฟอร์มหลักที่ครองส่วนแบ่งการตลาด ได้แก่ Shopee 49%, Lazada 30% และ TikTok Shop 21%
สินค้าหลายส่วนมีปัญหาเกี่ยวกับ อย.และ มอก.โดยไม่มีใบอนุญาตรับรองมาตรฐานสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องออก มอก.เพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า
ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่สินค้าจากต่างชาติไม่เสียภาษี แต่ผู้ผลิตไทยต้องเสียภาษี 7% ซึ่งท้ายที่สุดได้เก็บ VAT ตั้งแต่บาทแรก มีผลวันที่ 1 ม.ค.2569 จากเดิมยกเว้นภาษีให้กับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท
3.ย่านการค้าเก่าแก่ของไทยนับถอยหลังล่มสลาย “สำเพ็ง-ประตูน้ำ” เป็นตัวอย่างสำคัญที่เปลี่ยนโฉมมากในรอบ 10 ปี โดยทุนจีนได้เปรียบเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม แห่ลงทุนขยายธุรกิจครอบคลุมทุกสินค้า โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปี มีทุนจีนมาเปิดร้านเพิ่มขึ้นชัดเจน
ทุนจีนได้เปิดร้านค้าจำหน่ายสินค้าโดยตรงหลากหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่เครื่องประดับ ของใช้ส่วนตัว ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าสำเร็จรูปต่างๆ รวมถึงผ้าไทย นับเป็นก้าวรุกครั้งใหญ่ของทุนจีนที่กระทบรุนแรงต่อผู้ค้าและร้านค้ารายย่อย
ลักษณะของปัญหาใกล้เคียงกับอีคอมเมิร์ซที่จำเป็นต้องที่ควบคุมมาตรฐานสินค้า เช่น อย.หรือ มอก.
4.ทุนจีนรุกคืบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยจังหวะที่ซัพพลายอสังหาฯ ไทยล้นได้มาลงทุนโรงงานให้เช่า คลังสินค้า ศูนย์การค้าปลีกค้าส่ง คอนโดมิเนียมและโรงแรม ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มูลค่าลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท
รวมถึงมีแพลตฟอร์ม Sharing Economy ปล่อยเช่ารายวัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยแต่เพื่อเก็งกำไร โดยตั้งนิติบุคคลในไทยบริหารจัดการคอนโดที่ซื้อมาสำหรับปล่อยเช่าระยะยาวหรือระยะสั้น
ทั้งนี้ จำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะร่วมดูแลตรวจสอบการเสียภาษีของเจ้าของกรรมสิทธิ์ชาวต่างชาติ รวมทั้งมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนของสิทธิ์ต่างๆ ในการอยู่อาศัยของต่างชาติ เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเพื่อปกป้องสิทธิ์เจ้าของร่วมคนไทย
5.วิกฤติสถาบันอุดมศึกษาเอกชนถูกทุนจีนฮุบ โดยเข้ามาเทคโอเวอร์มหาวิทยาลัยเกริก, มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ซึ่งภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยเกริก มีนักศึกษาจีนสูงถึง 4,670 คน คิดเป็น 71% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด
รูปแบบการเข้ามาจะซื้อหุ้นในบริษัทที่รับใบอนุญาต โดยซื้อหุ้น 51-100% แล้วหาผู้บริหารสัญชาติไทยเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ หรือใช้ผู้บริหารและกรรมการชุดเดิม แต่เพิ่มคนจีนเข้าในคณะกรรมการ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของไทย
การแก้ปัญหาจะต้องตรวจสอบที่มาของเงินลงทุนอย่างละเอียด เช่นเดียวกับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือหุ้นเพื่อป้องกันการใช้นอมินี
6.ทุนจีนยึดอุตสาหกรรมเหล็กไทย ผลกระทบทำให้บริษัทเหล็กไทยถดถอยและมีอัตราการใช้กำลังการผลิตปี 2567 เพียง 29% ต่ำมาก โดยมีกลยุทธ์ทำธุรกิจเหล็กจีนในไทยพบว่าบริษัทเหล็กจีน เช่น การซื้อหุ้นบริษัทเหล็กไทยและเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นคนจีน, การเลี่ยงถูกจัดเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) , การนำเข้าเหล็กที่ยังไม่มี มอก.ควบคุม
การแก้ปัญหาจำเป็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องออก มอก.เพื่อป้องกันสินค้าไม่ได้คุณภาพ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ควรแก้กฎหมายให้การไต่สวน AD คล่องตัวขึ้น เช่น ไต่สวนได้เลยถ้าพบข้อมูลการนำเข้าผิดปกติ
ผลกระทบของทุนจีนค่อนข้างกว้าง ซึ่งจำเป็นที่ต้องการแก้ปัญหาต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหลายหน่วยงานได้ดำเนินการชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษี VAT
รวมถึงการกำกับดูแลมาตรฐาน อย.และ มอก. รวมถึงการตรวจสอบนอมินี แต่มีบางประเด็นที่ต้องผลักดันต่อ เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มาลงทุนอสังหาฯ





