สนค. เผย เงินเฟ้อเดือนก.พ. 69 ติดลบ 0.88% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานลดลง จับตาสงครามตะวันออกกลาง กดดันเงินเฟ้อเดือนมี.ค.ติดลบลดลง ประเมินเงินเฟ้อ 3 ฉากทัศน์จากน้ำมันโลกพุ่ง ดันราคาอาหารสำเร็จรูปกระทบค่าครองชีพ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเดือน ก.พ.ติดลบ 0.88% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับจากเดือน เม.ย.2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มพลังงาน ซึ่งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงตามการเพิ่มเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และค่ากระแสไฟฟ้าลดลงตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
ประกอบกับราคาเนื้อสุกร ไข่ไก่ และผลไม้สด ลดลงจากภาวะอุปทานล้นตลาด
ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก อยู่ที่ 0.56 %
เงินเฟ้อเดือนก.พ.ที่ติดลบ 0.88 % มาจาก หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.59 % จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง)
รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม ลิปสติก แชมพู กระดาษชำระ โฟมล้างหน้า แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน) ค่าน้ำประปา และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ)
ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าบริการขนขยะ และรถจักรยานยนต์
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.26% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำดื่มบริสุทธิ์ เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาทูนึ่ง) ข้าวสารเจ้า ผักสด (พริกสด มะเขือ มะละกอดิบ ผักชี ผักคะน้า ใบกะเพรา) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ทุเรียน กล้วยน้ำว้า แตงโม ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน องุ่น ชมพู่) เนื้อสุกร น้ำมันพืช ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ กระเทียม และหัวหอมแดง
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมี.ค. ปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการร่วมปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ - อิสราเอลต่ออิหร่าน ทำให้ความไม่สงบและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าน่าจะติดลบลดลง แต่จะพลิกกลับเป็นบวกหรือไม่ยังประเมินไม่ได้ต้องรอดูสถานการณ์
โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง
รวมถึงความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น จากสภาพอากาศที่คาดว่าอุณหภูมิจะสูงกว่าปีก่อนหน้า ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 2569 และ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่
1.ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน ม.ค.–เม.ย.2569 มาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย
2.การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง และราคาเนื้อสุกรและไข่ไก่อยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า จากอุปทานส่วนเกินและอุปสงค์
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งให้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อนั้น สนค.ประเมินเงินเฟ้อใน 3 กรณีภายใต้ 3 ฉากทัศน์หลัก โดยอิงสมมติฐานจากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
ฉากทัศน์แรก หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบราว 1–2% โดยสมมติฐานการคำนวณตั้งอยู่บนการปรับเพิ่มของราคาอาหารประมาณ 10% ในบางพื้นที่ของประเทศ
ฉากทัศน์ที่สอง หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2–3% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบมาก คือ อาหารสำเร็จรูป ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาประมาณ 10–20% ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นมักถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขนส่ง และการแปรรูปอาหาร
ทั้งนี้ อาหารสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 16% จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
ฉากทัศน์ที่สาม หากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นถึงประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัว สูงกว่า 3% โดยสมมติฐานหลักคือราคาอาหารสำเร็จรูปอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่า 50% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
“การคาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเพียงภาพรวมในระดับมหภาคของราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงผลกระทบต่อราคาสินค้าในแต่ละหมวด โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งมักเป็นสินค้าที่ปรับขึ้นราคาได้รวดเร็วเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น และมักปรับลดลงได้ยาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อในระยะต่อไป”นายนันทพงษ์ กล่าว
ตอนนี้ยังตอบชัดเจนไม่ได้ นอกจากจะเห็นภาพว่าสถานการณ์จะยืดแค่ไหน ถ้าจบเร็วราคาน้ำมันก็อยู่ในปัจจุบัน และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควรจะเป็น โดยยังขึ้นอยู่กับระดับความขัดแย้งในสถานการณ์ตะวันออกกลาง
แม้ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ก็ต้องดูว่าภาครัฐจะมีมาตรการบริหารจัดการในเรื่องนี้อย่างไร โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานก็บริหารจัดการในเรื่องน้ำมันอยู่ มีการตรึงราคาดีเซล 15 วัน
รวมไปถึงค่าไฟฟ้าที่จะได้รับผลกระทบจากก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่คงไม่ปรับขึ้นทันที เพราะรัฐมีมาตรการลดค่าครองชีพ โดยลดค่า Ft งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 อยู่ ซึ่งค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท และยังมีค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนนำเข้าลดลง และราคาเนื้อสุกรและไข่ไก่ต่ำกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ โดย สนค. จะขอดูตัวเลขเดือน มี.ค.2569 ก่อน ถึงจะพิจารณาว่าจะปรับเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2569 ใหม่หรือไม่ อย่างไร





