วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน ‘อุ้มน้ำมัน-ค่าไฟฟ้า’ ตุน 3 หมื่นล้าน คุมราคาดีเซล

เปิดแผน ‘อุ้มน้ำมัน-ค่าไฟฟ้า’ ตุน 3 หมื่นล้าน คุมราคาดีเซล

สถานการณ์สงครามอิหร่านในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ โดยสหรัฐและอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่าน และที่อิหร่านยืนยันที่จะใช้สิทธิป้องกันตัวอย่างถึงที่สุด ในขณะที่ผลกระทบต่อราคาพลังงานชัดเจนขึ้นหลังจากประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากคูเวต การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย

สำหรับผลกระทบล่าสุดบลูมเบิร์ก รายงานราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2566เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาตลาดสปอต พุ่งแตะระดับ 25.40 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ในการซื้อขายฝั่งเอเชียวันที่4 มี.ค.2569

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นต่อเนื่องโดยราคาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 เวสต์เทกซัส อยู่ที่บาร์เรล 74.56 ดอลลาร์ ปรับขึ้น 3.33% เทียบกับวันก่อนหน้า ส่วนเบรนท์ อยู่ที่ 81.40% เพิ่มขึ้น 3.66%

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิง จะเป็นกลไกสำคัญที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำหนดให้เป็นเครื่องมือในการดูแลราคาเชื้อเพลิงที่ราคาในตลาดโลกปรับสูงขึ้น

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนน้ำมันฯ วันที่ 1 มี.ค.2569 บวก 2,459 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวก 40,313 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,854 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งทุกหน่วยงานติดตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกใกล้ชิด รวมถึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ค่าการตลาด และโครงสร้างภาษี เพื่อป้องกันภาวะ “ราคากระโดด” ในช่วงสั้น และเตรียมมาตรการเชิงรุก 3 ระดับ ดังนี้

กาง 3 แผนรับมือวิกฤติพลังงาน

1.กรณีฐานปัจจุบัน ตรึงดีเซล 30 บาท โดยโครงสร้างราคาน้ำมันวันที่ 4 มี.ค.2569 กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนดีเซลเฉลี่ยลิตรละ 3.51 บาท รักษาระดับราคาขายปลีกไม่เกินเพดาน 30 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบภาคขนส่ง ต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อ

ในกรณีเกินขีดความสามารถการตรึงราคาของกองทุนน้ำมันฯ จะใช้วิธี “Exit Strategy” ทยอยขึ้นราคาครั้งละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท โดยดีเซลอาจขยับเพดานจาก 30 บาท เป็น 33 บาท จนถึง 35 บาท เพื่อลดแรงกระแทกทางจิตวิทยา

ทั้งนี้ หากราคาดีเซลตลาดโลกเฉลี่ย 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ แบกรับได้อย่างน้อย 1 เดือน โดยไม่กระทบเสถียรภาพการเงินมากนัก เพื่อตรึงดีเซลได้ในกรอบนโยบาย

2.การลดภาษีน้ำมัน โดยจะหารือกระทรวงการคลัง ในกรณีวิกฤติที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกองทุนน้ำมันฯ รับภาระได้ 15 วันแรก จะอุดหนุนเต็มที่เพื่อประคองสถานการณ์ให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาปรับตัว 

ที่ผ่านมากระทรวงการคลังรายงานว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 1-5 บาท เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ โดยรัฐบาลสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีรวม 100,000 ล้านบาท

3.การตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์พร้อมหาแหล่งผลิตอื่นเพื่อนำเข้า โดยปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากจากตะวันออกกลางสัดส่วน 57% รองลงมาเป็นการนำเข้าจากตะวันออกไกล เช่น ออสเตรเลีย สัดส่วน 12% และจากแหล่งอื่นๆ สัดส่วน 24%

หากดูระยะทางการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกไกลใช้เวลาน้อยที่สุด 5 วัน รองลงมาเป็นตะวันออกกลาง 15 วัน อัฟริกา 21 วัน และสหรัฐ 40 วัน

สำหรับ ราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 3 มี.ค. อยู่ที่ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ดีเซลตลาดโลก 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังไม่เกินกรอบ 120 ดอลลาร์ ที่กองทุนน้ำมันบริหารจัดการได้

“ในกรณีราคาพุ่งถึง 150-170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีสงครามขยายวงกว้าง รัฐบาลเตรียมหารือกระทรวงการคลังเพื่อลดภาษีสรรพสามิตควบคู่กับการใช้กองทุนฯ”

LPG ตรึงต่อ แม้บัญชีติดลบ 3 หมื่นล้าน

แม้บัญชี LPG ของกองทุนฯ ติดลบกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ตามมติเดิมจะตรึงราคาถึงสิ้นเดือน มี.ค.2569 เพื่อช่วยครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย

ส่วนน้ำมันเบนซิน กองทุนน้ำมันฯ จะช่วยเท่าที่ช่วยได้ โดยเบื้องต้นจะต้องปล่อยตามกลไกตลาดเป็นหลัก แต่หากสถานการณ์รุนแรงและกองทุนมีสภาพคล่องเพียงพอ อาจแทรกแซงเป็นกรณีไป

“รัฐบาลยืนยันพร้อมเข้าแทรกแซงทันที หากพบค่าการตลาดหรือราคาผิดปกติ และขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด”

ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ แม้หวังว่าจะไม่ยาวนานเท่ารัสเซีย-ยูเครน แต่ยอมรับว่ามีโอกาสเห็นราคาน้ำมันโลกแตะ 150-170 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ขอย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีศักยภาพทำหน้าที่ “กันชน” ให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ พร้อมเตรียมทุกมาตรการรองรับทั้งปริมาณสำรองและด้านราคา เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยสะดุดหนักจากแรงกระแทกพลังงานโลก

สงครามอิหร่านดันค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.

สำหรับค่าไฟฟ้า ช่วงปลายเดือน มี.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศอัตราค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 หลังจากงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดที่ 3.88 บาทต่อหน่วย 

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟงวดถัดไป โดยเฉพาะผลจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นสูง โดย 4 ปัจจัยดันต้นทุนค่าไฟ ประกอบด้วย

1.ผลจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ปริมาณ LNG ในระบบหายไป ต้องหาแหล่งอื่นเพิ่มเติม ซึ่งราคาสูงขึ้นอยู่แล้ว

2.LNG ตลาดจรขยับทันทีไปที่ 14-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จากงวดปัจจุบันซื้อที่ราคาระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะถูกคำนวณในค่าไฟงวดใหม่

3.ผลจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นมากจะส่งผ่านค่าไฟช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า หากไม่ถูกพิจารณาในค่าไฟงวดใหม่นี้จะถูกส่งผ่านต้นทุนในค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569

4.แม้จะมี LNG สัญญาระยะยาวในราคาค่อนข้างคงที่ แต่มีความผันแปรตามราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกขึ้นกับสัญญาจะผูกกับน้ำมันหรือ LPG หรือผูกทั้งน้ำมันและ LNG

ดึงเงินการไฟฟ้าตรึงค่าไฟ

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้นยังมาจากปริมาณเชื้อเพลิงถ่านหินลดลง 1,000 ล้านหน่วย ซึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก

ทั้งนี้ กกพ.มีทางเลือกตรึงค่าไฟงวดใหม่นี้ หากพิจารณานำเงิน “claw back” หรือเงินผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ยอดสิ้นปี 2568 คาดว่าอยู่ระดับหมื่นล้านบาท 

หลังจากมีการลดค่าแอดเดอร์ หรือ เงินสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อเป็นจูงใจในการผลิตไฟฟ้า จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ค่าแอดเดอร์ในต้นทุนค่าไฟฐานลดลง 20-30 สตางค์