วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

IMF ชี้จีดีพีโลกโตต่ำแนะใช้ AI ดันผลิตภาพ ห่วงความขัดแย้งฉุดเศรษฐกิจ

IMF ชี้จีดีพีโลกโตต่ำแนะใช้ AI ดันผลิตภาพ ห่วงความขัดแย้งฉุดเศรษฐกิจ

IMF ชี้เศรษฐกิจโลกโตช้าลงเฉลี่ย 2.2-2.3% เหตุผลิตภาพขยายตัวไม่ทัน แนะระดมทุนตลาดทุน ดัน AI อัปสกิลแรงงาน พร้อมหั่นกฎระเบียบรัฐหนุนเอกชน จับตาความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบ 3 ชิ่ง ทั้งราคาพลังงาน ความเชื่อมั่น และการท่องเที่ยว แต่ยังมองบวกเชื่อจบเร็ว ยก "เอเชีย" ขุมพลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า ปัจจุบันมีทิศทางการเติบโตที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.2-2.3% ซึ่งลดลงจากช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 ที่เคยเติบโตเฉลี่ยระดับ 3.7-3.8% โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฉุดรั้งการเติบโตคือผลิตภาพ (Productivity) ที่ขยายตัวไม่เร็วพอที่จะรองรับพลวัตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ดังนั้น หากต้องการเห็นการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตของผลิตภาพใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.การเพิ่มความพร้อมของแหล่งทุน ควรเน้นไปที่การระดมทุนผ่านตลาดทุน (Equity investments) มากกว่าการพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารเพียงอย่างเดียว 

2.การนำศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มผลิตภาพ ซึ่งทาง IMF ประเมินว่า หากภูมิภาคเอเชียนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 1%

3.การยกระดับทักษะแรงงาน ต้องมั่นใจว่าทรัพยากรบุคคลมีทักษะที่พร้อมและสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที

IMF ชี้จีดีพีโลกโตต่ำแนะใช้ AI ดันผลิตภาพ ห่วงความขัดแย้งฉุดเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งลดความยุ่งยากซับซ้อนของกฎระเบียบเพื่อทลายอุปสรรคการลงทุน เปิดทางให้ภาคเอกชนตั้งแต่ระดับบุคคลธรรมดาไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถเติบโตได้อย่างคล่องตัว

สำหรับประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อนั้น นางคริสตาลินา ยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เนื่องจากระยะเวลาความขัดแย้งและความรวดเร็วในการหาข้อยุติยังเป็นปัจจัยที่ไม่อาจประเมินได้ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะกำหนดทิศทางผลกระทบต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ ประเมินว่าวิกฤติดังกล่าวจะส่งผลกระทบวงกว้างผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

1.ทิศทางราคาพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะแหล่งอุปทานพลังงานของโลก

2.ความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment) ความขัดแย้งนี้เข้าไปเพิ่มระดับความไม่แน่นอนในภาพรวมให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งความไม่แน่นอนไม่ใช่เรื่องดีสำหรับธุรกิจ สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุน และสำหรับผู้บริโภคที่จะบริโภค

3.การหยุดชะงักของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้าโลก

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความตึงเครียดและความผันผวน นางคริสตาลินายังคงแสดงจุดยืนในเชิงบวก โดยเชื่อมั่นว่าวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางจะสามารถหาข้อยุติได้ในเร็ววัน

พร้อมทั้งประเมินว่า ภูมิภาคเอเชียจะยังคงก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกต่อไป ด้วยพลังแห่งพลวัต ความยืดหยุ่น และการบูรณาการในระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง