“เอกนิติ” เผยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีโอลิมปิกการเงินโลก IMF-World Bank ปี 2569 ชูบทเรียนเศรษฐกิจฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้งสู่วิกฤติโครงสร้างประชากรสูงวัย เดินหน้าดึงเม็ดเงินลงทุน ยกระดับทุนมนุษย์ และดัน AI เพิ่มผลิตภาพประเทศ “IMF” ห่วงเศรษฐกิจโลกโตต่ำ แนะลดขั้นตอนรัฐหนุนเอกชน ขณะที่ ธปท. ชูพิมพ์เขียวการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย
วันที่ 4 ม.ค. 2569 กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ร่วมแถลงความพร้อมการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี การค้า และโครงสร้างประชากร
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมประจำปี 2569 ถือเป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ต่อจากปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน ซึ่งการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและเป็นเวทีที่ไทยจะได้แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการจัดงานและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญระดับโลก
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงสู่ระดับ 2% ต่างจากช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่เคยขยายตัวสูงถึง 10% ซึ่งอดีตที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าการเติบโตที่เร็วเกินไปนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้ไทยตระหนักถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9
ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากความไม่แน่นอนและกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่รวดเร็วกว่าหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ไทยสามารถแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกับนานาประเทศในการประชุมครั้งนี้
โดยรัฐบาลได้วางนโยบายเชิงรุกเพื่อยกระดับผลผลิตและศักยภาพการเติบของเศรษฐกิจ (Potential Growth) โดยมุ่งเน้นไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะของประชาชน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบการเงินที่ครอบคลุม (Inclusive finance) รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ
“ในโอกาสนี้ไทยมุ่งหวังที่จะดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกเข้ามายังประเทศไทยและภูมิภาค เพื่อใช้เป็นกลไกในการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาค”
ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ถูกหลอมรวมอยู่ในแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพการประชุมที่ว่า "Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience" ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาท่ามกลางยุค AI และการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเติบโตช้ากว่าทิศทางในอดีต โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 2.2-2.3% ลดลงจากช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ที่เคยเติบโตเฉลี่ย 3.7-3.8%
โดยปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้น นางคริสตาลินา ระบุอย่างชัดเจนว่า สาเหตุส่วนใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตคือผลิตภาพ (Productivity) ไม่ได้เติบโตเร็วพอ ดังนั้น หากต้องการเห็นการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตของผลิตภาพใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.การเพิ่มความพร้อมของแหล่งทุน ควรเน้นไปที่การระดมทุนผ่านตลาดทุน (Equity investments) มากกว่าการพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารเพียงอย่างเดียว
2.การนำศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มผลิตภาพ ซึ่งทาง IMF ประเมินว่า หากภูมิภาคเอเชียนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 1%
3.การยกระดับทักษะแรงงาน ต้องมั่นใจว่าทรัพยากรบุคคลมีทักษะที่พร้อมและสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ จะต้องไม่มีกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน (Red tape) ที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนภาคเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกระดับตั้งแต่บุคคลธรรมดาไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่สามารถเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นางคริสตาลินา กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่ากังวล สิ่งที่ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้คือระยะเวลาของความขัดแย้งและความรวดเร็วในการหาข้อยุติ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการกำหนดผลกระทบต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
1.ทิศทางราคาพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะแหล่งอุปทานพลังงานของโลก
2.ความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment) ความขัดแย้งนี้เข้าไปเพิ่มระดับความไม่แน่นอนในภาพรวมให้สูงขึ้นไปอีก โดยนางกอร์เกียวาได้กล่าวเน้นย้ำในประเด็นนี้ว่า "ความไม่แน่นอนไม่ใช่เรื่องดีสำหรับธุรกิจ สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุน และสำหรับผู้บริโภคที่จะบริโภค"
3.การหยุดชะงักของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้าโลก
“อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความตึงเครียดและความไม่แน่นอน ยังคงแสดงจุดยืนในเชิงบวกในฐานะผู้ที่มองโลกในแง่ดี (Optimist) โดยเชื่อมั่นว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะสามารถหาข้อยุติได้ในเร็ววัน”
โดยมองว่าเอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ด้วยพลังแห่งพลวัต ความยืดหยุ่น และการบูรณาการในระดับภูมิภาค
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การดำเนินนโยบายแบบดั้งเดิมของธนาคารกลางอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน
ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยธปท. เตรียมผลักดันวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance - SIDF) เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ทางการเงิน ป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิจฉาชีพ และการทิ้งกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง โดยไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอต้นแบบเชิงปฏิบัติ (Blueprint) ด้าน SIDF เพื่อให้ประเทศสมาชิกร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่ทุกคนเชื่อถือได้





