วันที่ 4 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงกรณีดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย เมื่อช่วงเช้า (4 มี.ค.) ร่วงต่ำกว่า 100 จุด จนต้องใช้มาตรการหยุดพักซื้อขายชั่วคราวว่า ในช่วงปิดตลาด ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากจากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น หากถามถึงสาเหตุที่หุ้นตก เพราะตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีเพียงประเทศเกาหลีใต้ที่โตกว่าไทย 50% แต่ก็ตกเป็นจำนวนมาก ประมาณ 17-18% ส่วนตลาดหุ้นไทยวันนี้ตกลง 8% ในช่วงเช้าและดีดตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดขึ้นมา ประมาณ 20 จุด และผลจากที่ตลาดหุ้นรับขึ้นไปมากทำให้มีแรงขายพอสมควร
ซึ่งตลาดที่มีหุ้นตกจำนวนมาก 3 อันดับคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมี 2 สิ่งที่เหมือนกัน คือ หุ้นที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา และทั้ง 3 ประเทศ มีการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก อย่างประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้าเกือบ 90% เกาหลีใต้นำเข้า 100% และประเทศไทยนำเข้าจำนวนมากเช่นกัน
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทำให้เกิดความกังวลใจของทุกคน ตนคิดว่าวันนี้ต้องมานั่งคุยกันว่าจะบริหารจัดการอย่างไร สิ่งที่กังวลใจคือ สงครามอาจจะยืดเยื้อ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศไว้ว่าสงครามอาจเกิดขึ้น 4 สัปดาห์ ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่ประเทศไทยมีน้ำมันอยู่ เป็นสิ่งที่กังวลใจและใครจะต้องมีการเตรียมการ และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องคิดถึงเรื่องการประหยัดพลังงานในวันนี้ ดีกว่าไปประหยัดในช่วง 3-4 สัปดาห์ให้หลัง
ทั้งนี้ คาดว่า ในที่ประชุมจะหารือถึงการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร และในวันนี้ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เงินยังคงไหลเข้า
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากดูตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา 2 วันที่ผ่านมาหุ้นตกแค่ 400 จุด ไม่ถึง 1 % แต่ของไทยตกมา 15% ถือว่าเยอะมาก ทั้งที่เราเป็นประเทศไม่ได้อยู่ในสงคราม ได้รับแค่ผลกระทบเรื่องน้ำมัน มองว่าน่าจะบริหารจัดการได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลควรให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไรในเรื่องของน้ำมัน นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ต้องเริ่มจากแนวคิดว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะทำอย่างไร
ต้องคิดว่าหากการสู้รบยืดเยื้อกว่าที่เราคิดจะบริหารจัดการน้ำมันที่มีอยู่อย่างไร และต้องคิดว่าจะหาแหล่งอื่นอย่างไร ปัญหาสำคัญที่สุดตอนนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีโรงงานผลิตน้ำมันและแก๊ส แท่นขุดเจาะและท่าเรือ รวมถึงตัวลำเรือที่เป็นเป้านิ่งต่อการถูกโจมตี สงครามเอาแน่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้น เราต้องเตรียมการให้ดี ต้องหาก๊อกสองและก๊อกสาม อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า ขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการในเรื่องของพลังงานทดแทน เช่น อีวี โซล่าเซลล์
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการใช้กองทุนน้ำมันมาตรึงราคา นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เงินกองทุนน้ำมันมีไว้เพื่อการนี้ เมื่อเกิดความผันผวน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ราคาน้ำมัน ขึ้นมาที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่ใช่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รู้เรื่องนี้แล้ว และพยายามทำทุกวิถีทาง เช่นที่ออกมาประกาศว่าสหรัฐฯจะเป็นผู้ค้ำประกันให้ จะดำเนินการเอาเรือบรรทุกน้ำมันออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซ ต้องรอดู นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนผันของสงคราม
เมื่อถามว่า ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ต้องพยายามขอความร่วมมือทุกคน แต่ถ้าเขาเห็นว่ารัฐบาลนี้มีทางออก ความตระหนกจะหายไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนกลัวว่าจะไม่มีน้ำมัน แต่ถ้าเขาคิดว่ามีแถวสองหรือแถวสามตามมาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกักตุน ขณะเดียวกัน ในเรื่องราคาได้ตอบโจทย์ไปแล้วว่าจะไม่มีการขึ้น แต่ที่สำคัญคือปริมาณ
ดังนั้นหากให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ก็จะช่วย ที่สำคัญที่สุด เราต้องหาแหล่งน้ำมันอื่นให้ได้ก่อนคนอื่น เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังหาเหมือนกัน





