วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

กกร.ผวาวิกฤติขาดตู้คอนเทนเนอร์ สงครามอิหร่านดันค่าประกันภัยเรือพุ่ง 500%

กกร.ผวาวิกฤติขาดตู้คอนเทนเนอร์ สงครามอิหร่านดันค่าประกันภัยเรือพุ่ง 500%

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ประชุมวันที่ ประจำเดือนเพื่อหารือผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นทันที และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอีก 1-3 เดือนข้างหน้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพในวงกว้าง

สำหรับประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้านั้น เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน

2.ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง

3.ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์, ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์

"กกร.แนะนำให้ผู้ส่งออกอย่าเพิ่งรีบจ่ายเซอร์ชาร์จเพื่อส่งของในทันที หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ เพราะสินค้าอาจไปติดค้างและเสียค่าเช่าที่เพิ่มเติม" นายเกรียงไกร กล่าว

ด้านสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อการเดินเรือขนส่งสินค้า โดยระบุว่าหัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้อยู่ที่การควบคุมเส้นทางเดินเรือที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโลก 2 จุด คือ

1.ยุทธศาสตร์ “Chokepoints” เมื่อช่องแคบสำคัญกลายเป็นตัวประกันคือ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) รวมถึงทะเลแดง ซึ่งเส้นทางนี้เป็นประตูสู่คลองสุเอซ ที่เชื่อมเอเชียกับยุโรป โดยปัจจุบันอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลังฮูตี และฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นตัวแทน (Proxy) ของอิหร่าน และปกติคลองสุเอซ รองรับปริมาณการค้าโลก 10% หรือ 1,200 ล้านตันต่อปี

ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 20% ของโลก หรือมีน้ำมันดิบผ่านเฉลี่ยสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

2.ผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกไทยในกรณีที่สายเรือออกจากเอเชีย (จีน สิงคโปร์) ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเผชิญ และประเมิน

กรณีขนส่งสินค้าผ่านคลองสุเอซ และทะเลแดง มีระยะทาง 12,000 กิโลเมตร ใช้เวลา 20-30 วัน และมีค่าระวางเรืออัตราปกติ

กรณีอ้อมแหลมกู๊ดโฮป จะมีระยะทางเพิ่มขึ้น 7,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 35-45 วัน โดยมีผลกระทบให้ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น สิ้นเปลืองน้ำมันมหาศาล สินค้าขาดตลาดหรือคลังสินค้าเต็ม รวมถึงกระทบผลดำเนินงานสุทธิของผู้ส่งออก

ทั้งนี้ สายเดินเรืออาจเก็บค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (Surcharges) ขึ้นกับการพิจารณาของบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นผู้กำหนด เช่น Transit Disruption Surcharge (TDS), Peak Season Surcharge (PSS), War Risk Premium โดยอาจเก็บ 1,500 ดอลลาร์/TEU หรือ 3,500 ดอลลาร์/Reefer (ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็น)