วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ศุลกากร’ เล็งเพิ่มโทษยึดสินค้าสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด สกัดผลกระทบส่งออกไทย

‘ศุลกากร’ เล็งเพิ่มโทษยึดสินค้าสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด สกัดผลกระทบส่งออกไทย

กรมศุลกากร เตรียมปรับระเบียบเพิ่มโทษสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิดในฝั่งขาออกให้สามารถยึดของกลางได้ทันที ขีดเส้นบังคับใช้ภายในปี 2569 ผนึกกรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานกวาดล้างสินค้าสวมสิทธิ์และหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 503 ล้านบาทในรอบ 4 เดือน

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมพิจารณาปรับเพิ่มอัตราโทษสำหรับการส่งออกสินค้าที่ปลอมแปลงแหล่งกำเนิดเป็นเท็จให้มีความรุนแรงและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการจับกุมสินค้าสวมสิทธิ์ในฝั่งขาออกมีข้อจำกัดตรงที่การส่งออกไม่มีการจัดเก็บอากรขาเข้า ความผิดจึงตกอยู่ในฐานะการปฏิบัติผิดพิธีการศุลกากร หรือสำแดงแหล่งกำเนิดเป็นเท็จ ซึ่งมีบทลงโทษค่อนข้างเบาและเป็นการเปรียบเทียบปรับโดยไม่ได้ยึดสินค้า ดังนั้น กรมศุลกากรจึงเตรียมปรับแก้เกณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการลงโทษ

"สินค้าขาออกนั้นไม่มีการเก็บอากร ศุลกากรจึงพิจารณาปรับอัตราโทษให้การส่งออกซึ่งสินค้าปลอมแปลงแหล่งกำเนิดเป็นเท็จมีโทษที่สูงขึ้น โดยปรับเกณฑ์ให้ยึดของได้เลย" นายพันธ์ทองกล่าว

พร้อมกันนี้ นายพันธ์ทองยังระบุด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายฉบับใหญ่ แต่เป็นการปรับปรุงระดับระเบียบปฏิบัติ ซึ่งจะออกมาเป็นแพ็กเกจครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ทั้งสินค้าสวมสิทธิ์ บุหรี่ไฟฟ้า และกัญชา โดยตั้งเป้าหมายให้กระบวนการแก้ระเบียบเสร็จสิ้นและบังคับใช้ได้ภายในปี 2569

สำหรับการทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก โดยข้อมูลตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 ถึงเดือนก.พ. 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ได้มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 503 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขการจับกุมสินค้าสวมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 160% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยกรมฯ จะพุ่งเป้าตรวจจับไปที่ผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) หรือไม่มีกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่กลับมีพฤติกรรมนำเข้าสินค้าและส่งออกในพิกัดศุลกากรเดียวกัน ซึ่งถือเป็นข้อบ่งชี้สำคัญของการสวมสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังพบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของขบวนการเหล่านี้ ที่หันมานำเข้าผ่านช่องทางปกติแทนการใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) เนื่องจากเขตปลอดอากรถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพ่งเล็งอย่างหนัก

"นำเข้าสินค้ามาพิกัดนึงแล้วส่งออกสินค้าในพิกัดนั้นโดยไม่มี รง. 4 หรือว่าโดยที่ไม่มีกระบวนการผลิตอะไรเลย มันมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการสวมสิทธิ์ คือนำเข้าสินค้ามาแล้วไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วก็ส่งออกเลย อันนี้เรามี Watchlist แล้วก็ดำเนินการอัปเดตแล้วส่งให้กรมการค้าต่างประเทศ" นายพันธ์ทองระบุ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาได้จับตาดูปัญหาการนำสินค้าเข้ามาสวมสิทธิ์ (Transhipment) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในไทยแต่แอบอ้างว่า "Made in Thailand" เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากหน่วยงานภาครัฐไม่บูรณาการความร่วมมือเพื่อตรวจสอบอย่างเด็ดขาด อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการค้า และทำให้สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างหนักหากมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

"เราจำเป็นที่จะต้องมาเข้มงวดตรวจสอบท่าน เพื่อให้ท่านได้รับความน่าเชื่อถือ แล้วก็จะไม่โดนปัญหาในการตรวจสอบย้อนกลับ และจะไม่โดนเรียกภาษีในภายหลัง ซึ่งเป็นความเสียหายที่มากกว่าสำหรับผู้ประกอบการไทย" นางอารดาย้ำ

นอกจากนี้ ข้อมูล Watchlist ที่ได้รับจากกรมศุลกากรจะถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบและพิจารณาอนุมัติหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน กรมฯ มีการประกาศใช้บัญชีรายชื่อกลุ่มสินค้าเฝ้าระวังอยู่ทั้งสิ้น 49 รายการ 

อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานกำลังเตรียมความพร้อมที่จะขยายบัญชีเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นเป็น 65 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลการทำงานร่วมกับหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา (CBP)

ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติพบว่ากลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงและถูกจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกที่มักถูกสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องรับส่งสัญญาณ 13% อาหารสุนัขหรือแมว 10% เครื่องเสาอากาศ 9.30% และโซล่าเซลล์ 7.30%

การเร่งขยายบัญชีเฝ้าระวังและการแชร์ข้อมูลข้ามหน่วยงานในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้าในเวทีโลก ป้องกันไม่ให้ประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นข้ออ้างในการตรวจสอบย้อนกลับหรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งหากปล่อยปละละเลยอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง