ท่ามกลางสงครามอิหร่าน ในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกโรงเตือนแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจโลกกำลังกดดันไทยรอบใหม่ ทั้งราคาพลังงาน การขนส่ง และการค้าโลก ส่อฉุด GDP ปี 2569 โตต่ำกว่าคาด เหลือเพียง 1.3-1.6% หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นทันที และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอีก 1-3 เดือนข้างหน้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพในวงกว้าง
สงครามลากยาว เสี่ยงกดเศรษฐกิจโตต่ำ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะพลังงาน แต่เริ่มลุกลามสู่ภาคโลจิสติกส์ ทั้งเส้นทางเดินเรือและเส้นทางบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง ทำให้ต้นทุนประกันภัยและค่าระวางเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงจากการยกเลิกหรือปรับเส้นทางบิน
เบื้องต้น สภาพัฒน์ฯ ได้มีการประเมินสถานการณ์หากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทบภาคท่องเที่ยวจะทำให้ GDP ไทยปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมไว้ที่ 2.0 และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ประเมินไว้ 1.6-2.0% สะท้อนแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและความเปราะบางในประเทศ
ย้ำสำรองน้ำมัน 60 วัน วอนอย่าแพนิค
สำหรับสัดส่วนการนำเข้าปริมาณพลังงานที่ไทยจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ในประเทศ ในแต่ละวันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรล โดยพลังงานกว่า 90% ของที่ใช้ในประเทศมาจากการนำเข้า
ทั้งนี้ ไทยนำเข้าน้ำมันจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับ 1 ส่วนสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 โดยมีสัดส่วนมากกว่า 10% ในขณะที่แหล่งนำเข้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก (เช่น ไนจีเรีย)
"ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการนำเข้าเติมเข้ามาในระบบอยู่ตลอดเวลา จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น"
ดังนั้น โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยยังสามารถจัดหาจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
"ตอนนี้ยังพออุ่นใจที่ กระทรวงพลังงาน ตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาอีกครั้งคือต้นทุนค่านำเข้า LNG ที่พุ่งขึ้นกว่าราคาน้ำมันตลาดโลก แต่เชทื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะเรานำเข้าก๊าซสัดส่วน 40%"
สำหรับประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้านั้น เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น
1. วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน
2. ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง
3. ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์, ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์
"กกร. แนะนำให้ผู้ส่งออกอย่าเพิ่งรีบจ่ายเซอร์ชาร์จเพื่อส่งของในทันที หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ เพราะสินค้าอาจไปติดค้างและเสียค่าเช่าที่เพิ่มเติม"
ในด้านผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากการระงับและเปลี่ยนเส้นทางบิน สายการบินหลายแห่งเริ่มระงับเที่ยวบินหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดย กกร. ประเมินว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวไทยทั้งหมด) อาจได้รับผลกระทบราว 10% หรือลดลงประมาณ 70,000 - 80,000 คน จากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้
"การปรับแผนเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลและเอกชนเตรียมเร่งหาตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน เช่น ตลาดจีนซึ่งกำลังมีแนวโน้มเข้ามามากขึ้น ส่วนโอกาสในระยะยาวเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการวางตัวเป็นกลางจะกลายเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนตัดสินใจเลือกมาประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต"
วิกฤติซ้อนภาษีสหรัฐ กดดันส่งออก
นอกจากแรงกระแทกจากสงคราม ไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการค้าจากสหรัฐ หลังมีการใช้มาตรา 122 จัดเก็บ Universal Tariff 10% และมีแนวโน้มขยายไปสู่มาตราอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี
ประเด็นอ่อนไหวอยู่ที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และชิป จากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเจรจาแยกแยะโครงสร้างการค้า เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเป้าโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอน กกร. มองว่าการวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คล้ายโมเดลของ Switzerland
โดย 2 อุตสาหกรรมเรือธงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ
1. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council ซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร
2. ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาติ นักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ
ดัน “Reinvent Thailand” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
กกร. เสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “Reinvent Thailand” ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต และสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว
“วิกฤติครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้” นายเกรียงไกร กล่าว





