ชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เป็นกำลังสำคัญในการค้าดิจิทัล โดยมีเอเชียเป็นศูนย์กลางระดับโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 12% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั่วโลกเมื่อปี 2024ที่ผ่านมา
“เท่ากับว่า ทุกๆ 1 ใน 8 ดอลลาร์ ที่ได้จากการค้าสินค้า เป็นรายได้ที่มาจากสินค้าคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดแวร์อื่นๆ ที่ช่วยให้เกิดการค้าดิจิทัล” ข้อมูลจากของ UN Trade & Development หรือ UNCTAD ระบุ
ทั้งนี้ การเติบโตที่เกิดขึ้นใน กลุ่มสินค้า ICT ได้รับแรงขับเคลื่อนจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงชิป แผงวงจร และเซ็นเซอร์ โดยการค้าชิ้นส่วนเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยในปี 2023 จากการค้าที่หยุดชะงักจากกลุ่มผู้บริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ ICT อื่นๆ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกว่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะขึ้นมาเป็นกระดูกสันหลังที่มองไม่เห็นของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะอุปกรณ์เหล่านนี้ทำให้สมาร์ทโฟน การประมวลผลบนคลาวด์ รถยนต์ไฟฟ้า และระบบพลังงานหมุนเวียนขับเคลื่อนไปได้ และการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ICTเป็นแหล่งเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิตด้วย
ส่งออกไทยรับอานิสงค์สินค้าไฮเทค
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทย เดือน ม.ค. 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ หรือมี มูลค่า 980,744 ล้านบาท ซึ่งเป็นขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ที่ 24.4 % โดยส่งออกไทยที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญโดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดใหญ่ ทั้งสหรัฐ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน
แนวโน้มการส่งออกปี 2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลงทุนและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และ Data Centers ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และความมั่นคง
ห่วงผู้ผลิตกระจุกตัวกลุ่มทักษะสูง
ข้อมูลจาก UNCTAD ชี้ว่าประเทศที่สามารถผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น ต่างต้องมีศักยภาพที่ดีกว่าในการดึงดูดงานที่มีทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และรายได้จากการส่งออกที่ยั่งยืนกว่า ซึ่งเอเชียได้แสดงบทบาทเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการผลิตสินค้า ICT โดยคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกทั่วโลกเมื่อปี 2024
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งนั้น พบว่า การมีส่วนร่วมในวงจรการผลิตยังคงจำกัดอยู่เพียงชิ้นส่วนหรือการประกอบที่มีมูลค่าต่ำ ซึ่งจำกัดความสามารถในการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและพลังงาน
“หากปราศจากการลงทุนและการพัฒนาทักษะที่ตรงเป้าหมาย ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งอาจเสี่ยงที่จะถูกมองข้ามไปเมื่อการค้าดิจิทัลเติบโตขึ้นมากกว่านี้”
ยุโรปผู้นำส่งออกบริการไอซีที
ทั้งนี้ การค้าโลกด้านบริการICT ซึ่งรวมถึงบริการโทรคมนาคมและบริการคอมพิวเตอร์ ที่มีมูลค่าถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ภาคส่วนนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 โดยความต้องการนี้ยังเพิ่มขึ้นอีกในช่วงโควิด-19ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากการค้าบริการนี้ มีความแตกต่างที่หลากหลายไปในแต่ละพื้นที่ โดยเศรษฐกิจในยุโรปคิดเป็น 57% ของการส่งออกบริการICT ในปี 2024 ตามมาด้วยเอเชียและโอเชียเนียที่ 33% อเมริกาเหนือมีส่วนแบ่ง 8% ในขณะที่แอฟริกาและละตินอเมริกาและแคริบเบียนรวมกันมีส่วนแบ่งเพียง 2.5% หรือต่ำกว่า 30 พันล้านดอลลาร์
สินค้าส่งผ่านระบบดิจิทัลยังโตอย่างต่อเนื่อง
การค้าสินค้าที่สามารถส่งมอบจากระยะไกลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ บริการให้คำปรึกษา สุขภาพและการศึกษา และภาพยนตร์ เพลง และหนังสือดิจิทัล เพิ่มขึ้น 10% ในปี 2024
มาตรฐานการวัดทางการค้าระหว่างประเทศได้จัดประเภทสินค้าที่ส่งมอบผ่านระบบดิจิทัลคิดเป็นส่วนแบ่งของการส่งออกบริการทั่วโลกเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยแตะระดับ 56% ในปี 2024 และพบว่าการระบาดของโควิด-19 ได้กระตุ้นการค้าสินค้าที่ส่งมอบผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2010 แล้ว
“มูลค่าการค้าในส่วนนี้เป็นของประเทศพัฒนาแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3ใน 4 ของการส่งออกสินค้ากลุ่มICT นี้ โดยมีมูลค่าประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่งออกประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น”
ผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบได้ทางดิจิทัลกำลังเปิดโอกาสสู่ตลาดใหม่และเปลี่ยนแปลงการค้าโลก การส่งมอบทางดิจิทัลช่วยลดอุปสรรคแบบดั้งเดิมในการค้าบริการ โดยไม่ต้องอาศัยการอยู่ใกล้ชิดกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้บริโภค แต่การพึ่งพาการเชื่อมต่อและทักษะทางดิจิทัลก็สร้างอุปสรรคให้กับประเทศที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่อ่อนแอกว่า
ความไม่สมดุลระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาในการส่งออกบริการ ICT และผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบได้ทางดิจิทัล กำลังแสดงให้เห็นถึงช่องว่างศักยภาพทางดิจิทัล ดังนั้น ยิ่งหากปราศจากการลงทุนในบรอดแบนด์ ทักษะทางดิจิทัล การกำกับดูแลข้อมูล และนโยบายการค้าเหมาะสม จะเป็นปัจจัยที่ยิ่งทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศอาจเสี่ยงที่จะเป็นผู้เล่นรายเล็กท่ามกลางส่วนหนึ่งของตลาดการค้าหนึ่งที่มีอัตราเติบโตเร็วที่สุดของโลก
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การค้าโลกและการพัฒนาเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่อาจเป็นทั้งโอกาส หรือ ภาพสะท้อนความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจการค้า ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้เล่นทั้งภาคเอกชนเอง หรือภาครัฐ ที่จะต้องเข้าใจสถานการณ์และปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน





