วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์เตรียมรับกฎการค้า‘EUDR’ เล็งตั้งบอร์ดแห่งชาติบริหารแพลตฟอร์ม

ยุทธศาสตร์เตรียมรับกฎการค้า‘EUDR’  เล็งตั้งบอร์ดแห่งชาติบริหารแพลตฟอร์ม

EUDR หรือ EU Deforestation Regulation เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดไม่ให้มีการนำเข้า ซื้อขาย และส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ของสหภาพยุโรป พร้อมติดตามความคืบหน้าการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวและการพัฒนาระบบดิจิทัลรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะสินค้า ว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้ากฎระเบียบ EUDR โดยเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Regulation (EU) 2025/2650 เพื่อปรับปรุงภาระผูกพันของผู้ประกอบการและผู้ค้า พร้อมเลื่อนกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ออกไปอีก 1 ปี 

อียูเคาะเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 1 ปี 

โดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางเลื่อนจากวันที่ 30 ธ.ค. 2568 เป็นวันที่ 30 ธ.ค. 2569 และกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อมและรายย่อยเลื่อนจากวันที่ 30 มิ.ย. 2569 เป็นวันที่ 30 มิ.ย. 2570 ทั้งนี้ กำหนดให้มีการทบทวนความเหมาะสมของกฎระเบียบและรายงานผลกระทบภายในวันที่ 30 เม.ย. 2569 และทบทวนในภาพรวมภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2573 และอย่างน้อยทุก 5 ปี

“ในส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “National EUDR Single Window” ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งเปิดใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานและข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ในระบบเดียว”

สามารถรองรับการจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะสินค้า โดยบูรณาการข้อมูลแปลงเกษตรและข้อมูลพื้นที่ป่าอย่างครอบคลุม อาทิ แปลงปลูกปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ยางพารา รวมถึงแปลง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) และแปลง

คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ควบคู่กับข้อมูลพื้นที่ป่าตามกฎหมายไทยและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมช่วงปี 2563–2567 เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่าและความถูกต้องตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยที่ประชุมมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการต่อไป ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนข้อมูล งบประมาณ และการดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ

เล็งตั้งบอร์ดแห่งชาติบริหารครบวงจร

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ของกระทรวงและการเตรียมเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อยืนยันความพร้อม และการสนับสนุนงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องของประเทศไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR พร้อมทั้งให้ประสานข้อมูลเชิงนโยบายและท่าทีของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ เพื่อนำมาประกอบการกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบภายใต้กฎระเบียบ EUDR พร้อมแนวทางการจัดตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเฉพาะด้าน โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการแพลตฟอร์มและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อดำเนินงานและติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำภายใต้ระเบียบ EUDR ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการลดภาระขั้นตอนการตรวจสอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าสหภาพยุโรป ตลอดจนยกระดับในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดยุโรปได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ประเมินผลกระทบภาคเกษตร-การค้าไทย

สำหรับประเทศไทย ในกลุ่มสินค้า EUDR ทั้ง 7 กลุ่มนั้น ข้อมูลจากบทความของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า  ยางพาราถือเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบ EUDR มากที่สุดเนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกไป EU มากที่สุดถึง 92% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า EUDR ทั้งหมด โดยความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การส่งออก แต่ยังครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน ตั้งแต่เกษตรกรกว่า 1.67 ล้านคน ผู้ผลิตกว่า 1,062 บริษัท และแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเกือบ 190,000 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎระเบียบใหม่นี้

 ปัจจุบัน EU เป็นตลาดส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางอันดับ 3 ของไทย คิดเป็น 8% ของมูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด อย่างไรก็ตาม  ตลาดโลกมีแนวโน้มต่ำกว่าความต้องการ ทำให้จะยังมีค่าพรีเมียมสำหรับยาง EUDR และส่งผลดีในเชิงมูลค่าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อาจไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและปริมาณการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการยาง EUDR ไม่ใช่ความต้องการใหม่ในตลาดโลก แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนจากความต้องการเดิมของ EU ที่ซื้อยางทั่วไปเป็นยาง EUDR ที่ต้องมีเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า 

ยางแบบEUDRรายได้เกษตรกรเพิ่ม1.4%

ทั้งนี้ คาดว่า EUDR จะส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและมูลค่าการส่งออก โดยEUDR จะส่งผลให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางเพิ่มขึ้น 0.8% ในปี 2568 และ 1.4% ในปี 2569 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มี EUDRจากการที่เกษตรกรผู้ปลูกยางบางส่วนหันมาขายยาง EUDR แทนยางทั่วไป เนื่องจากมีค่าพรีเมียมของยาง EUDR เป็นแรงจูงใจในการปรับตัว ขณะที่ต้นทุนการปรับตัวของเกษตรกรไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากเป็นการจัดการด้านเอกสารเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของผลผลิตเป็นหลักดังนั้น เกษตรกรมีแนวโน้มจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการปรับตัวทำยาง EUDR

       ในส่วนผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกEUDR จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยเพิ่มขึ้น 1.4% ในปี 2568 และ 2.5% ในปี 2569 หรือคิดเป็น 0.1% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับกรณีไม่มี EUDRจากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนหันมาผลิตและส่งออกยาง EUDR มากขึ้น ทั้งยางแปรรูปขั้นกลางและขั้นปลาย โดยเฉพาะยางล้อ ซึ่งจะได้รับค่าพรีเมียมจากคู่ค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับต้นทุนการปรับตัวที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปีแรก อาทิ การลงทุนพัฒนาระบบข้อมูล การจัดตั้งทีมงานใหม่ และการแยกสายการผลิต รวมถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกปี อาทิ การซื้อวัตถุดิบยาง EUDR และค่าเอกสาร Due Diligence ซึ่งจะทำให้รายได้สุทธิของผู้ส่งออกถูกลดทอนลงไป โดยเพิ่มขึ้น 0.6%ในปี 2568 และ 1.8% ในปี 2569 อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์ที่ได้รับยังคงคุ้มค่าต่อการลงทุนและการปรับตัว

ยุทธศาสตร์เตรียมรับกฎการค้า‘EUDR’  เล็งตั้งบอร์ดแห่งชาติบริหารแพลตฟอร์ม