แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งของสงครามอิหร่านในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานไทย ในส่วนของค่าไฟนั้น ช่วงปลายเดือนมี.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีการประกาศอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.2569) หลังจากงวดปัจจุบัน(ม.ค.-เม.ย.2569) กำหนดไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เบื้องต้นด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟงวดใหม่แน่นอน โดยเฉพาะผลจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ ที่เพิ่มขึ้นสูง
โดย 4 ปัจจัยดันต้นทุนค่าไฟ ประกอบด้วย
1.ผลจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ปริมาณแอลเอ็นจีในระบบหายไป ต้องหาแหล่งอื่นเพิ่มเติม ซึ่งราคาจะสูงขึ้นอยู่แล้ว
2. LNG ที่มาจากตลาดจร หรือ สปอต แอลเอ็นจีที่ราคาขยับทันทีไปอยู่ระดับ 14-15 ดอลบาร์ต่อล้านบีทียู จากงวดปัจจุบันซื้อที่ราคาระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะถูกคำนวณอยู่ในค่าไฟงวดใหม่
3. ผลจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นมาก จะส่งผ่านไปยังค่าไฟช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า หากไม่ถูกพิจารณาในค่าไฟงวดใหม่นี้ก็จะถูกส่งผ่านต้นทุนในค่าไฟงวดถัดไป คือ งวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 2569
4. แม้จะมี LNG สัญญาระยะยาว ซึ่งราคาค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อดูไส้ในจะพบว่ามีความผันแปรตามราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกเช่นกัน อยู่ที่สัญญาฉบับนั้นว่าแอลพีจีจะผูกกับน้ำมัน ผูกกับแอลเอ็นจี หรือผูกแบบไฮบริดคือทั้งน้ำมันและ LNG โดยต้นทุนเชื้อเพลิงแต่ละประเภทจะเพิ่มขึ้นระดับใดต้องรอกกพ.พิจารณาอีกครั้ง
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้นยังมาจากปริมาณเชื้อเพลิงถ่านหินที่ลดลงประมาณ 1 พันล้านหน่วย ซึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก
อย่างไรก็ตาม กกพ.ยังมีทางเลือกในการตรึงค่าไฟงวดใหม่นี้ หากพิจาณานำเงิน “claw back” หรือเงินผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ยอดสิ้นปี 2568 คาดว่าจะอยู่ระดับหมื่นล้านบาท หลังจากมีการลดค่าแอดเดอร์ หรือ เงินสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อเป็นจูงใจในการผลิตไฟฟ้า จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ค่าแอดเดอร์ในต้นทุนค่าไฟฐานลดลง 20-30 สตางค์





