แหล่งข่าวจาก กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเรียกประชุมด่วน ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสงครามอิหร่านในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ก่อนสะท้อนมายังราคาขายปลีกในประเทศเป็นกรณีๆ ไป
กรณีสถานีบริการน้ำมันของ Shell และ Chevron (คาลเท็กซ์) ประกาศ ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล สูงสุดกว่า 4 บาทต่อลิตรนั้นถือเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ แม้ประเทศไทยจะเป็นตลาดเสรีก็ตาม
“รัฐบาลยังคงยืนยันนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชน การปรับขึ้นครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นน้ำมันในสต๊อกเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงควรบริหารจัดการสต๊อกเก่า ขายในราคาเดิมอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว แต่นี่จู่ๆ ปรับขึ้นทันที จึงมองว่าไม่สมเหตุสมผล และตอบประชาชนได้ยาก”
ชี้ควรให้เวลาปรับตัว 1 สัปดาห์
รายงานข่าวระบุว่า ในภาวะปกติ ก่อนการประกาศปรับขึ้นหรือลดราคาน้ำมัน มักมีการแจ้งผู้ค้าน้ำมันล่วงหน้าราว 1 สัปดาห์ เพื่อให้สถานีบริการบริหารจัดการสต๊อก โดยปั๊มขนาดใหญ่ใช้เวลาระบายสต๊อก 3-4 วัน และปั๊มขนาดเล็ก 1-2 วัน
ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ผู้ค้าควรบริหารจัดการน้ำมันในสต๊อกเดิมในราคาเดิมไปก่อน อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลและเตรียมตัว ไม่ควรปรับขึ้นฉับพลัน เพราะจะกระตุ้นให้ประชาชนแห่เติมน้ำมันจากปั๊มที่ยังขายถูกกว่า จนอาจทำให้ปั๊มขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันจากภาวะตื่นตระหนก
งัด “กองทุนน้ำมัน” ตรึง 1 เดือน
แหล่งข่าวกล่าวย้ำว่า รัฐบาลยังมีนโยบายใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาขายปลีกในประเทศ “อย่างน้อย 1 เดือน” ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับสถานะกองทุน ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 อยู่ในภาวะบวก 2,459 ล้านบาท มีกระแสเงินสดราว 27,000 ล้านบาท และยังมีภาระหนี้คงค้างกับสถาบันการเงินมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า “ยังไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม” เพื่ออุดหนุนราคาเหมือนในอดีต
“ขอให้มั่นใจว่ากองทุนยังทำหน้าที่ดูแลราคาน้ำมันได้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤต แต่ตอบไม่ได้ว่าจะนานแค่ไหน ทุกอย่างขึ้นกับราคาตลาดโลก”
เล็งขึ้นดีเซลทีละ 50 สตางค์
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันอาจเริ่มทยอยลดการอุดหนุน และปรับขึ้นราคาขายปลีกครั้งละ 50 สตางค์ ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร
กรณีดีเซล อาจขยับเพดานราคาจากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาท และอาจถึง 35 บาท หากสถานการณ์จำเป็น โดยจะต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตควบคู่กันไป เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง
ประเมินน้ำมันโลกแตะ 150-170 ดอลลาร์
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ความขัดแย้งรอบนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อและขยายวงกว้าง แม้อาจไม่ยาวนานเท่ากรณีรัสเซีย-ยูเครน แต่มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบโลกจะพุ่งแตะ 150–170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแล้วกว่า 22 ดอลลาร์ มาอยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ จากก่อนเกิดเหตุสู้รบที่ 97-98 ดอลลาร์ คิดเป็นผลกระทบต่อโครงสร้างราคาขายในประเทศกว่า 4 บาทต่อลิตร
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนโจทย์ท้าทายของนโยบายพลังงานไทย ระหว่าง “กลไกตลาดเสรี” กับ “เสถียรภาพราคา” ในภาวะวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
การปรับขึ้นราคาฉับพลันของผู้ค้าบางราย อาจสอดคล้องต้นทุนตลาดโลก แต่ในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจมหภาค การขึ้นราคาดีเซลทันที 4 บาท ย่อมกระทบต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าเป็นลูกโซ่
ขณะที่ภาครัฐเลือกใช้กองทุนพยุงราคาเพื่อซื้อเวลาให้เศรษฐกิจและประชาชนปรับตัว แต่ขีดความสามารถของกองทุนมีข้อจำกัด หากราคาน้ำมันโลกทะยานเกิน 130 ดอลลาร์ขึ้นไป การทยอยขึ้นทีละ 50 สตางค์อาจเป็น “ทางสายกลาง” ระหว่างการรักษาเสถียรภาพกับการสะท้อนต้นทุนจริง
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า วิกฤตรอบนี้จะยืดเยื้อเพียงใด และราคาน้ำมันโลกจะหยุดที่ระดับไหน เพราะหากแตะ 150-170 ดอลลาร์จริง ไทยอาจต้องใช้ทั้งกองทุน ภาษี และมาตรการประหยัดพลังงานควบคู่กัน เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้สะดุดหนักกว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม วันที่ 4 มี.ค. 2569 กองทุนน้ำมันฯ จะประชุมหารือถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน ตลอดจนการแนวทางการบริหารโครงสร้างราคาน้ำมันแต่ละชนิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมัน หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดอย่างรุนแรงในตะวันออกกลาง เบื้องต้นคาดว่าจะมีพิจารณาใช้เงินกองทุนฯเข้าอุดหนุนน้ำมันทุกชนิด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีผู้ใช้มากที่สุดและถือเป็นน้ำมันเศรษฐกิจ เพราะส่งผลต่อการเดินทาง และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ





